online-link
top-70years

รักอย่างมีปัญญา

jitta-pic_014

รักอย่างมีปัญญา

ทุกครั้งที่มีกิจกรรมจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ช่วงที่พ่อแม่สะท้อนว่าประทับใจที่สุด คือช่วงของการสอนธรรมเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งคุณยายจ๋าสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก โดยสนทนากันอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจริงในครอบครัว เพื่อวิเคราะห์ทุกข์และหนทางพ้นทุกข์ โดยคุยกันสดๆ จากเรื่องราวของการ “กระทบ-กระเทือน-กระแทก” ในครอบครัว ซึ่งนอก

 

จากช่วยให้ครอบครัวนั้นๆมีความสุขขึ้นแล้ว ยังเป็นกรณีตัวอย่างให้ครอบครัวอื่นมองเห็นการเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา  เรามีพ่อและแม่อาสาสมัคร ที่มาจากคนละครอบครัว มาร่วมสนทนากับคุณยายจ๋าค่ะ ต้องขอขอบคุณ ๒ ครอบครัวที่มาร่วมสนทนาเพื่อมอบการเรียนรู้ ‘ รักอย่างมีปัญญา ’ ค่ะ 

คุณยายจ๋า : ถ้าในครอบครัวไหนมีวิถีชีวิตประจำวันอย่างคนที่มีสติอยู่ตลอดเวลา ครอบครัวนั้นจะมีอุปสรรคน้อย เพราะครอบครัวนั้นจะมีปัญญาในการจัดการสิ่งนั้น และเราก็จะยิ่งมีชีวิตที่คมขึ้น ในการมีชีวิตครอบครัว เวลาที่ผู้หญิงผู้ชายสองคนมาอยู่รวมกันไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาหรอกใช่มั้ยพ่อธเนส 

พ่อธเนส : คือมันเป็นอย่างนี้ครับ ส่วนมากธรรมชาติของคนเราเวลาได้ของใหม่ๆ มาก็มักจะเห่อ แต่พอผ่านไปซักสิบปีก็ไม่ค่อยเล่นของเล่นซักเท่าไหร่ใช่มั้ยครับ ก็เหมือนกันเวลาเรามีแฟน บางครั้งพอแรกๆ เราก็รักกันมันก็เห่อ แต่พอผ่านไปซักสิบปีขึ้นไป ก็จะเกิดอาการ บางครั้งอาจจะมองว่าเป็นของตาย ก็อาจจะขาดการดูแล 

คุณยายจ๋า : แม่ว่าสมัยนี้ไม่ถึงสิบปีหรอก นี่พูดจริงๆ หัวปีท้ายปีแหละ คือบางทีไม่เคยอยู่ด้วยกันเลยพอวันหนึ่งต้องมานอนด้วยกันแทนที่จะชื่นชมยินดีกัน มันกลับเอ๊ะทำไมถึงไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเห็นเค้าเป็น อะไรประมาณนี้ 

พ่อธเนส : ผมว่าเป็นทุกคนหละครับ 

คุณยายจ๋า : จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ว่าเค้าไม่เป็นอย่างที่เราเคยเห็นหรอก มันอยู่ที่ว่าเราทำไมไม่เปิดใจกว้างและวางอคติ สื่อสารกับคนที่เราเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ด้วย ถ้าเราเปิดใจกว้างและวางอคติ เราจะรักเขาอย่างที่เขาเป็น และเราจะเข้าใจว่าในสิ่งที่เขาเป็นเขาทุกข์อะไร จะไม่ใช่เป็นเพียงความรักที่ปรารถนาให้คนๆ หนึ่งมารักเรา แต่มันเป็นความรักที่อุดมอยู่ในตัวเรา ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นอะไร เป็นอย่างไร ความสุขที่จะรักคนๆ นั้นมีอยู่เสมอในหัวใจของเรา ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของความเห็นแก่ตัวอย่างนี้แหละค่ะ ที่คุณยายอยากจะบอกว่าเด็กๆ จะรอดถ้าพ่อแม่รักกันอย่างนี้ 

พ่อธเนส : เป็นการร่วมมือกันระหว่างพ่อและแม่นะครับ เป็นเหมือนการทำงานแบบ Corporation ก็คือต้องร่วมกันทำ เพราะว่า หนึ่ง คุณแม่เป็นคนตั้งท้อง คุณพ่อไม่ได้ท้อง แต่สิ่งที่คุณพ่อจะทำได้คือให้กำลังใจ คุณแม่และคุณพ่อเองจะต้องมีข้อหนึ่งที่เหมือนกันที่สุดคือ ความอดทน ถ้าไม่มีเรื่องนี้ผมว่ามันอันตราย

คุณยายจ๋า : แม่คิดว่าความอดทนต้องไม่ใช่ความเก็บกด ต้องพูดก่อนว่าความอดทนต้องมีพื้นฐานจากความเข้าใจ ความเข้าใจเป็นปัญญาของความรัก เป็นรากของความรัก เพราะฉะนั้นความเข้าใจเป็นลักษณะของการมองดูสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น แม่มองดอกบัว ถ้าแม่ไม่มองอย่างชอบชัง แม่จะมองเห็นว่าทำไมดอกบัวดอกนี้มีเหตุมีปัจจัยเป็นอย่างนี้ มันมองลึกเข้าไปมากกว่าความรู้สึกชอบชัง เหมือนเรามองคนหนึ่งคนที่เราเลือก เช่น ผู้ชายคนหนึ่งเลือกที่จะอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง เราจะมองผู้หญิงคนนั้นตามกิริยาที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างรู้ว่าไม่ว่าเค้าจะมีกิริยาใดก็ตาม มันมีเหตุปัจจัยแห่งการเป็นของกิริยานั้น มันไม่ใช่ดูกิริยานั้นอย่างแค่เพียงชอบหรือชัง ซึ่งอันนี้คือความเข้าใจ ความรักที่มีรากคือความเจริญปัญญาในการทำให้เรามีชีวิตอยู่กับสิ่งนั้น พอเข้าใจแล้วมันก็ไม่ต้องอดกลั้นแบบเก็บกด แต่มันเข้าใจที่จะอยู่กับคนๆ นั้นและยอมรับการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงของคนๆ นั้น และเพราะเรายอมรับการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงมันจึงเกิดมุทิตาคือความชื่นชมยินดี เขาไม่ได้เปลี่ยนทันที แต่อย่างน้อยแค่เพียงเขาหยุดและฟังเรา ความรู้สึกชื่นชมในการหยุดแล้วฟังกันด้วยหัวใจนี้ มันจะทำให้ปัญหาตรงนั้นถูกคลี่คลายด้วยขบวนการอันนี้ทันที ก็ไม่เห็นต้องเก็บกด 

แม่ไก่ : ชัดเจนมากค่ะ เพราะว่าคุณยายจ๋ามักจะเตือนแม่ไก่เสมอว่าอย่าเก็บกด อย่าเป็นระเบิดเวลา แต่แม่ไก่ก็ยังหาวิธีไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร แต่วันนี้คุณยายพูดถึงว่าให้มองเลยความชอบชังไป อันนี้ชัด เป็นถึงการปฏิบัติ 

พ่อธเนส : แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า เวลาคนเค้าเครียด เค้ามักไม่รู้ตัวว่าตัวเองเครียด 

คุณยายจ๋า : เพราะเครียดคืออาการของการหลงแล้ว เมื่อใดที่หลงมันก็ไม่เห็นอยู่แล้วล่ะค่ะ เมื่อใดที่คุณหลงอารมณ์ คุณหลงโลกเลย ลองมองดูนะคะ ภาวะของความถูกใจเราที่เราเรียกว่าชอบ ถ้าเราเพลินก็นำไปสู่ความทุกข์ แม้แต่สิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจเราที่เราเรียกมันว่าชัง ถ้าเราเพลินมันก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาได้วันหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามองว่าทั้งชอบทั้งชังเป็นอนิจจังทั้งคู่ คือการปฏิบัติให้ลึก จะเห็นว่าไอ้ที่ชอบมันก็แป๊บเดียว ไอ้ที่ชังมันก็ไม่ได้นานหรอก มันก็ทนอยู่ได้ยากมันก็แป๊บเดียว เพราะฉะนั้นไม่ได้มีอะไรควรค่าต่อการเกลียดชังหรือการผูกเอาไว้เลย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามองเรื่องราวที่กำลังอึดอัดเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วมันแก้ปัญหาได้ 

แม่ไก่ : อันนี้ชัดขึ้น หมายความว่าเลยชอบชังไปแล้วก็ยังต้องเห็นว่าชอบชังมันก็ยังเปลี่ยนไปอีก ถ้าคุณยายจ๋าไม่พูดอย่างนี้ แม่ไก่ก็ยังไม่ถึงนะคะ คือยังไม่เข้าใจ ที่จริงตรงนี้สำคัญเพราะคุณแม่ที่เก็บกดบางทีเก็บไว้นานเลย 

พ่อธเนส : ต้องเก็บแน่เพราะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนเครียดนะครับ สาเหตุเพราะ หนึ่งคือบางคนยังไม่ได้อยากท้องเพราะด้วยสาเหตุทางเศรษฐกิจหรืออะไรต่างๆ หรือว่าสอง เพราะสรีระของคุณแม่ทุกคนเปลี่ยน 

แม่ไก่ : เน้นจังนะคุณพ่อธเนส คุณพ่อเครียดด้วยหรือเปล่าคะเรื่องนี้

คุณธเนส : อันนี้แหละเป็นเรื่องที่คุณพ่อจะต้องอดทนด้วย เพราะว่าคุณพ่อหลายคนเปลี่ยนไปมีอะไรนอกบ้านก็ตอนท้องนี่แหละ ผมถึงบอกว่าคุณพ่อต้องมีความอดทนนะครับ เพราะถ้าเราไม่มีใจไปด้วยกันนี่นะครับ มันไม่ได้ 

คุณยายจ๋า : แม่อยากจะบอกว่าความอดทนอันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถามผู้ชายคนนั้นว่า รักลูกมั้ย ถ้าเค้าบอกว่าเค้ารักลูก แม่ว่าผู้ชายที่ฉลาดจะรู้ว่าใครรักลูกเรามากที่สุด ก็คือภรรยาของเรา เพราะฉะนั้นถ้าเรารักลูกเรา เราก็ต้องรักผู้หญิงที่รักลูกเรามากที่สุด การที่จะปันใจไปให้ผู้หญิงอื่นมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย และเราก็จะไม่มีข้ออ้างใดๆ ได้เลย อันเนื่องจากว่าเรารู้ว่าเราไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ในบทบาทที่แม่ทำได้ แต่เราสามารถทำหน้าที่พ่อที่จะทำให้ลูกของเราเป็นสุขได้แค่เพียงเรารู้ว่าคนที่รักลูกเรามากที่สุดคือผู้หญิงที่เราเรียกว่า แม่ของลูก 

แม่ไก่ : นั่นเรื่องของคุณพ่อเครียดไปแล้ว คุณแม่ก็เครียดน่ะค่ะ เพราะว่าคุณแม่เองเวลาท้องเสร็จแล้วเนี่ย ไม่เคยกลับมาเหมือนเดิมอีกเลยค่ะ 

คุณยายจ๋า : คุณแม่จะมีความวิตกกังวล แม่เห็นคุณแม่บางท่านมานะ นอนไม่หลับ ฮอร์โมนมก็ปรับเปลี่ยนแล้วก็เริ่มมีความวิตกกังวลปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นจิตประภัสสรทุกรุ่นแม่จะสอนอยู่เรื่องหนึ่งคือ เราทุกข์เพราะเราปรุงแต่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องที่แม่สอนเลยนะคะ หลานบางคนเรียนปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่อยู่ในท้อง ถ้าเราไม่หลงอารมณ์ เราไม่หลงโลก เราหลงเราเครียดเพราะเราปรุงแต่ง พอเขากลับบ้านไม่ตรงเวลาเท่านั้นแหละ เราคิดเลยว่าเพราะฉันท้องใช่มั้ย มันจะไปอย่างนี้ มันจะมีวิธีการเขาเรียกผสมโรง ซึ่งคุณยายคิดว่าอันนี้เราต้องฝึกให้ผู้หญิงรู้จักคิดเป็นเหมือนกัน แต่แม่เห็นใจนะเพราะว่าผู้หญิงที่ท้อง ฮอร์โมนปรับเปลี่ยนแล้ววิธีการคิดของผู้หญิงก็มักจะซับซ้อน 

แม่ไก่ : ใช่ค่ะ แล้วถ้ามานั่งอยู่ด้วยกันเยอะๆ แล้วช่วยกันคิดปรุงกันไป สนุกใหญ่เลย แต่แม่ไก่บอกว่าผู้หญิงอาจจะเครียดเรื่องร่างกายไม่กลับมาเหมือนเดิม แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แม่ไก่มีความสุขก็คือใจของเราก็ไม่เหมือนเดิมด้วยนะ เวลาที่เรามีลูกแล้วมันเปลี่ยนไปแต่เปลี่ยนในทางที่ดีมาก เป็นความสุข 

ท่านแม่ชี : ดังนั้นเวลาที่เรามีวงศาคณาญาติที่เป็นกัลยาณมิตร เวลาที่เราทุกข์ใจเราสามารถที่จะไปสื่อสารกับคนที่เราเลือกว่าคนๆ นั้นจะสามารถมองสิ่งเหล่านั้นได้อย่างทะลุ ไม่มองอย่างผสมโรง การฟังกันด้วยหัวใจอย่างนี้จะทำให้คนหนึ่งคนได้รู้จักระบายความรู้สึก เหมือนกับเวลาที่คุณแม่กำลังนั่งหน้างออยู่ที่บ้าน คุณพ่อเข้ามา ถ้าหากว่าคุณพ่อเข้ามาแล้วบอกว่า นี่เธอ ทำไมเธอถึงต้องทำอย่างนี้เพราะฉันก็ไปเหนื่อยมาจากข้างนอก อย่างนี้มันจะสาดกัน แต่ถ้าหากบอกว่า เอ๊ะ แม่วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า พ่อเห็นแม่ไม่ค่อยสบายใจ แล้วแม่ก็เริ่มมีใครซักคนหนึ่งฟัง เราก็จะเห็นว่าในฐานะของคนที่รักกันจริงๆ การฟังกันด้วยหัวใจเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้วงศาคณาญาติเกิดขึ้นและในความเป็นวงศาคณาญาตินั้นจะทำให้เด็กหนึ่งคนรอดอย่างแท้จริง

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>