online-link
top-70years

เรียนรู้อะไรในวันจิตประภัสสร

 

jitta-pic_015พ่อแม่มาเรียนรู้อะไร...ในวันจิตประภัสสรฯ   อธิษฐานจิต

เริ่มด้วยการเปลี่ยนทิฎฐิในการมีลูก  เปลี่ยนจากการอยากได้ลูกดี มาเป็นความคิดที่จะเป็นแม่ที่ดี เพื่อปิดประตูแห่งความคิดที่เห็นแก่ตัวออกไปก่อน  โดยชวนแม่มาอธิษฐานจิตต่อพระบรมสารีริกธาตุที่ ‘จะเป็นแม่ที่ดีด้วยการมีจิตประภัสสร’  โดยตั้งใจจะรักษากาย วาจา ใจ ไม่ให้      ขุ่นมัวตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งพ่อเองจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้แม่มีชีวิตประจำวันที่ไม่ขุ่นมัว  ในขณะเดียวกัน  พ่อแม่ต้องฝึกที่จะมองโลกอย่างเข้าใจความจริง  และใช้อายตนะทั้ง ๖      อย่างไม่หลงอารมณ์  เพื่อให้ลูกเห็นแบบอย่างของ การใช้ชีวิตอย่างมีสติและปัญญา  เป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้กับทุกคน ...ทุกที่...ทุกสถานการณ์  และอยู่ในโลกอย่างมีความสุข...พ่อแม่ จึงต้อง ‘พร้อม’ ที่จะเป็นพ่อแม่เสียก่อน  เพราะพ่อแม่ที่พร้อม...ย่อมให้กำเนิดลูกที่พร้อม  ลูกที่พร้อม...ย่อมทำให้โลกไม่พร่อง

การแผ่เมตตา
แม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ต้องรอให้ลูกคลอดออกมาแล้วจึงค่อยแผ่เมตตา  การแผ่เมตตาให้กับลูกและสรรพชีวิตในโลกนี้  ทำได้ตั้งแต่ก่อนหรือขณะที่ตั้งครรภ์เพราะแม่ที่มีจิตที่คิดจะให้   ลูกก็ให้เป็นแล้วตั้งแต่อยู่ในท้อง แม่คิดอะไร ลูกก็ได้อย่างนั้น แม่คิดดี ลูกก็ได้ความดี  เด็กมีมิติแห่งการบ่มเพาะผ่านทางแม่ได้ทั้งสองทาง   ทางบวกคือผ่านทางปัญญาของแม่  ผ่านการดำริชอบของแม่  และในทางลบ ถ้าแม่มีอคติ มีความเกลียดชังในใจแม่  ลูกก็จะได้รับผลลบนี้ด้วย

การสื่อสารกับลูกในครรภ์
การเตรียมจิตให้ประภัสสรก่อนสื่อสารกันสำคัญมาก การฝึกให้แม่ทำอย่างนี้ตั้งแต่มีครรภ์ เป็นการฝึกที่จะเลี้ยงลูกที่จะเกิดมา  เพราะแม่ที่มีลูกแล้วจะรู้ดี ทุกครั้งที่แม่พูดด้วยจิตที่ขุ่นมัว  ลูกจะต่อต้าน เพราะวิธีการสื่อสารกับลูกด้วยจิตที่ขุ่นมัวทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่มีแม่เป็นกัลยาณมิตร  ลูกจึงต่อต้าน ไม่ฟัง ไม่พูดดี ๆ  ในโครงการนี้จึงฝึกเรื่องการสื่อสารกันมาก  ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางจิต ทางวาจา หรือภาษากาย ภาษาสัมผัส ทุกภาษาต้อง มาจากจิตที่ควรแก่การงาน  แม่ทุกคนจึงต้องฝึกเรื่องการพัฒนาจิต ให้บริสุทธิ์  ตั้งมั่น  และควรแก่การงานเพื่อการสื่อสารที่เข้าถึงหัวใจของคนในบ้าน  พ่อแม่จะฝึกการสื่อสารนี้ผ่านกิจกรรม 'ภาวนากับการกล่อมลูก' และ 'ภาวนากับบทเพลงแห่งสติ'
ภาวนากับการกล่อมลูก
เป็นการฝึกให้พ่อดูแลแม่และแม่ดูแลลูก โดยพ่อจะโอบแม่  ใช้มือทั้งสองประคองมือแม่  แม่จะจับมือพ่อไว้แล้ววนที่ท้องโตๆของแม่ที่มีลูกอยู่ภายในไปด้วยกัน    พ่อจะบอกลูกผ่านบทเพลงว่าพ่อจะกอดเจ้าและอยู่เคียงเจ้าทุกครั้งที่พ่อมีโอกาส    การทำอย่างนี้ทำให้ผู้หญิงที่เป็นแม่ของลูกอบอุ่น  และหัวใจของลูกก็จะอบอุ่นไปด้วย 
ด้วยปัจจุบันขณะที่มีลมหายใจแห่งความสงบและความสุข  การสัมผัสอย่างนี้ทางการแพทย์พิสููจน์แล้วว่าลูกในท้องรับรู้ได้จริง และเป็นการกระตุ้นพัฒนาการ  แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตของพ่อแม่ที่ประภัสสรย่อมมีพลังแห่งการสัมผัสยิ่งกว่า  เพราะลูกสัมผัสได้ถึงใจที่มีความสุขของ   พ่อแม่  ทุกครั้งที่ทำกิจกรรมนี้เราจะเห็นภาพของพ่อที่มีน้ำตาแห่งความปีติ หรือซบหน้าลงกับบ่าของแม่อย่างซาบซึ้งในการทำหน้าที่ของพ่อ   ห้วงเวลานี้ จะเป็นเวลาที่พ่อแม่ประทับใจ และมีกำลังใจที่จะทำสิ่งที่ดีเพื่อลูกร่วมกัน

 

ภาวนากับการนวด
การนวดเป็นการสื่อสารที่จะบอกว่าคนข้างหน้าเป็นคนที่พิเศษสุดของเรา  เป็นการให้ที่ไม่เอาบุญคุณ แต่เป็นการขอบคุณที่เขาได้ให้โอกาสเราได้ทำสิ่งนี้  พ่อแม่ฝึกสื่อสารอย่างนี้ต่อกันด้วยการนวด  พ่อจะช่วยนวดหัวไหล่ให้แม่ จดจ่อจิตกับลมหายใจที่อ่อนโยน และผ่อนคลายจนจิตใจพ่อสงบ  และเมื่อพ่อมีความสุขสงบ ก็จะแบ่งปันไปให้กับแม่  เป็นการสื่อสารว่าพ่อขอบคุณแม่ ที่ทำให้ลูกในท้องมีความสุข หลังจากนั้นแม่ก็จะนวดให้พ่อบ้าง การสื่อสารโดยการนวดของพ่อจะบอกว่า  ยังมีพ่ออีกคนที่จะช่วยประคับประคองแม่ให้คลายจากความกังวลใจ  ความกลัว  ความหงุดหงิดได้

ศิลปะกับลมหายใจแห่งสติ
เป็นช่วงแห่งการฝึกสมาธิ และพัฒนาจิตใจของพ่อแม่  โดยฝึกที่จะมี‘กายอยู่กับกิจ ... จิตอยู่กับงาน’  งานศิลปะเป็นการหางานทางกายให้จิตที่มีธรรมชาติของความฟุ้งกระจายได้จดจ่ออยู่กับอารมณ์ในปัจจุบัน  เมื่อแม่เรียนรู้จากการทำงานศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งที่นำมาเป็นเครื่องมือฝึกแล้ว  แม่จะสัมผัสได้ถึงผลของความสุขสงบ  และพบว่าเมื่อจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ แม่จะสามารถมีจิตที่ตั้งมั่นและทำสิ่งที่ยากให้ง่ายได้  นอกจากนี้  การทำงานศิลปะยังเป็นการร้อยรัดหัวใจของพ่อแม่ลูกเข้าด้วยกัน งานศิลปะที่นำมาใช้จะเป็นการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของเล่นให้ลูก เป็นสิ่งที่มีความอ่อนโยน ทำด้วยมือเป็นหลัก เช่น ตุ๊กตาฝีมือแม่ เป็นตุ๊กตาขนาดที่ลูกกอดได้ แม่จะวางข้างเตียงเมื่อลูกคลอด  เป็นตุ๊กตาตัวแรกของลูก นิทานสีน้ำ เล่าเรื่องราวที่ พ่อแม่ฝันถึงลูกไว้ ตุ๊กตาแม่อุ้มลูก  บอกถึงความรักความทะนุถนอมที่แม่มีให้ลูก  

บันทึกไว้เมื่อเราใช้ลมหายใจเดียวกัน
พ่อแม่จะเริ่มจากช่วยกันทสมุดบันทึกสีน้ำ  แล้วใช้บันทึกสิ่งที่แม่เรียนรู้และพัฒนาตลอดการตั้งครรภ์  โดยหลังจากแม่ตั้งใจจะรักษาใจไม่ให้ขุ่นมัวแล้ว  แม่จึงฝึกที่จะเฝ้าสังเกตตัวเองทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมว่าทำได้หรือไม่  อย่างไร โดยเฉพาะ มโนกรรมเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม  คนอื่นไม่รู้แต่เรารู้ได้  แม่จะบันทึกว่าการมีลูก ทำให้แม่มีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตหรือวิธีคิดเรื่องชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  

เดินเล่นอย่างมีสติ  
คือการเดินจงกรมนั่นเอง  เป็นการกำหนดรู้การเคลื่อนไหว ของร่างกายและตั้งใจมั่นในปัจจุบันขณะ   การเดินเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้วแต่การเดินอย่างมีความสุข  นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการออกกำลังใจด้วย เพราะกายจะแข็งแรง ต้องเคลื่อนไหว  ใจจะแข็งแรงต้องอยู่นิ่ง  การเดินเล่นอย่างมีสติ จึงเป็นการฝึกใจให้อยู่นิ่ง  ในขณะที่กายจำเป็นต้องทำกิจในชีวิตประจำวัน

ฝึกโยคะแม่ท้อง 
การฝึกโยคะสำหรับแม่ท้องนั้น   ก็คือการช่วยทำให้อุ้งเชิงกรานแข็งแรง  มีผลดีต่อการคลอดและช่วยแก้ปัญหาปวดหลังบริเวณเหนือก้นกบ  คนที่ฝึกโยคะระหว่างตั้งครรภ์จะคลอดง่าย  เพราะหลักของโยคะคือการใช้สติตามดูกล้ามเนื้อและลมหายใจ  และเมื่อแม่มี         ลมหายใจลึก  ลูกก็จะได้ออกซิเจนตามไปด้วย

เปิดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  
ป็นการชวนแม่และคนที่ทำงานเรื่องแม่ทั้งหลายมาคุยกัน  และมาช่วยกันเฝ้าสังเกตว่าตั้งแต่เด็กหนึ่งเดือนที่อยู่ในท้องของแม่ ที่ตั้งใจที่จะรักษาจิตของแม่ให้เกลี้ยงเกลาจากกิเลส        จะเป็นการรักษาจิตประภัสสรของลูกตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร    ฉะนั้นแม่ทุกคนคือผู้ที่ต้องเฝ้าสังเกต  และเป็นครูของกันและกัน

สร้างวงศาคณาญาติ
วงศาคณาญาติเกิดจากคนที่มีแรงบันดาลใจร่วมกัน   ที่จะช่วยให้การเกิดของเด็กเป็นเสมือน ‘ดอกไม้บานของแผ่นดิน’ มีตั้งแต่ นักดนตรี นักกายภาพ แม่ที่ให้นมลูก คุณหมอ พยาบาล ครู นักเขียนบทความดี ๆ ฯลฯ  ส่วนแม่ที่มาพบกันมีทั้งแม่ที่เตรียมตั้งครรภ์ แม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือแม่ที่มีลูกแล้ว และนำปัญหาของการเลี้ยงลูกออกมาแลกเปลี่ยนกันที่นี่  เป็นวงศาคณาญาติที่ทำงานอย่างลดตัวตนของเราเพื่อรับฟัง เฝ้าสังเกต และเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน 

เมื่อเราได้ลูกที่ดีของโลกแล้ว กิจกรรมแห่งสติต่าง ๆ ยังคงถูกสานต่อไปอีกอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุด เด็กที่คลอดแล้วทุกคนจะได้รับการดูแลเรื่องการกินนมแม่  หลังจากนั้นจะนัดกันมาขลิบผม  และจะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้บรรดาลูกกับแม่และ พ่อ  กิจกรรมหลังคลอดนี้เรียกว่า  ‘โรงเรียนพ่อแม่’ เป็นการเรียนรู้ของพ่อแม่ที่จะสร้างบ้านหลังใน คือหัวใจที่แข็งแรงให้ลูก  และเปิดโลกให้ลูก ด้วยมุมมองที่มีสัมมาทิฏฐิของพ่อแม่  การทำงานกับครอบครัวอย่างต่อเนื่องนี้ก็เพื่อสร้างวงศาคณาญาติ  สร้างชุมชนและเครือข่ายการดูแลเด็กที่แข็งแรง  มีการ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ใครที่คลอดก่อน  มีประสบการณ์ ก่อนแล้วก็มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงกลุ่ม สำหรับสมาชิกโครงการรุ่นต่อไป ซึ่งเป็นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้  เป็นการสร้างครอบครัวแห่งสติปัญญาที่แท้จริงและยั่งยืน...

เสถียรธรรมสถานคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติ  ดังนั้นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้คือการสร้างรากฐานของสังคมให้แน่นหนา เป็นบริการที่เราให้ได้อย่างยั่งยืน เมื่อเด็กเติบโตไปตามอายุของเขา ใจเขาก็โตไปด้วย เมื่อแม่พ่อไม่เหงา ลูกก็ไม่เหงา  สมัยก่อนครอบครัวจะมีวงศาคณาญาติเกื้อกูลกัน แต่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน  รูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนไป กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว  การสร้างครอบครัวและชุมชนแบบคนในเมือง ให้เป็นวงศาคณาญาติกันจึงเป็นโครงการระยะยาวไปเรื่อย ๆ

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>