online-link
top-ny2017

ชีวิตครอบครัว โอกาสแห่งการภาวนา

ชีวิต ครอบครัว….โอกาสแห่งการภาวนา ฉากแรกของภาพยนตร์เรื่อง Love Actually  เป็นฉากที่สนามบิน ภาพของ “ความรักความผูกพัน”  นับ ๑๐ เหตุการณ์  ที่คนโผเข้ากอดเมื่อได้พบกัน พร้อมคำโปรยว่า “เมื่อใดที่ผมเศร้ากับเรื่องใดในโลก ผมมักคิดถึงประตูผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบิน  คนมักคิดว่าโลกนี้มีแต่ความโลภและชิงชัง  ผมไม่เห็นด้วยครับ  ผมว่าความรักมีอยู่ทุกหนแห่ง   แม้มันจะไม่สง่างามหรือเป็นข่าว  แต่โลกนี้มีรักเสมอ  พ่อกับลูกชาย  แม่กับลูกสาว สามีกับภรรยา แฟนหนุ่มแฟนสาว  เพื่อนเก่า ... ตอนที่เครื่องบินพุ่งชนตึกแฝด(World Trade Center)  เท่าที่ผมรู้  ไม่มีคนบนเครื่องโทรไปด่าทอใคร  มีแต่โทรไปบอกรักกัน... ถ้าคุณสังเกตดู ... รักอยู่รอบตัวเรา”

หลายคนไม่กล้ารัก ไม่กล้าแต่งงาน ไม่กล้ามีลูก  เพราะเห็นความไม่ราบรื่นของรุ่นพ่อแม่แล้วกลัว และไม่รู้ว่าเราจะต้องเสี่ยงหรือเสีย  ‘ชีวิตของเรา’ ไปทำไมเพื่อการมี ‘ครอบครัว’  ในหนังสือเรื่อง  ปาฏิหารย์แห่งความเรียบง่าย : หลากหลายมิติของการภาวนา  จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งรวบรวมการภาวนาในรูปแบบต่างๆ ในโลก   มีบทหนึ่งกล่าวถึง  ‘ชีวิตคู่’  ว่าเป็นการภาวนาอย่างยิ่ง   เพราะในยุคนี้ที่คนเติบโตมาด้วยแนวคิดอย่างปัจเจกชน ที่มี‘ความต้องการของฉัน’ เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต ดังนั้นเมื่อปัจเจกชน ๒ คนมาแต่งงานกัน  มันจึงง่ายมากที่จะหันหลังให้กันเมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของฉันได้  แต่หนังสื่อเล่มนี้แนะนำว่า หาก ๒ คนที่แตกต่าง  ยังคงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างเรียนรู้ว่านี่คือโอกาสของการภาวนา  เป็นการอยู่ร่วมอย่าง “ลดตัวตนของเราเพื่อเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น”  ชีวิตคู่จะเป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรมที่คนโสดต้องอิจฉาทีเดียว  และทำให้เราเข้าใจมิติของชีวิตที่หลากหลายมากขึ้นกว่าคำว่า ‘ฉัน’

การมีลูกเป็นอีกขั้นหนึ่งของการเปลี่ยนจาก ‘ฉัน’ เป็น ‘เรา’  สมัยก่อนบทบาทของพ่อมักเริ่มขึ้นเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว  แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  ทำให้พ่อแม่สมัยนี้รู้แล้วว่า  ‘ลูกรับรู้ได้ตั้งแต่ในครรภ์’

“น.พ.แบร์นาร์ด เนทันซอน  สูติแพทย์ชาวอเมริกา ได้สร้างภาพยนตร์โดยใช้กล้องส่องเข้าไปภายในมดลูก และบันทึกเหตุการณ์จริงขณะที่แพทย์อีกท่านหนึ่งกำลังทำแท้งโดยใช้เครื่องดูดทารกออกมา แม้ทารกอายุครรภ์เพียง ๑๒ สัปดาห์ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย  ก็พยายามเคลื่อนตัวหนีท่อดูดอย่างถึงที่สุด  ปากของทารกเปิดกว้างครั้งแล้วครั้งเล่าขณะเคลื่อนตัวหนี  เขาอธิบายว่าทารกกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน แต่ไม่มีใครได้ยิน  ไม่มีผู้ใดรู้เห็น  แม้กระทั่งคนเป็นแม่หรือหมอ”* เรื่องนี้นอกจากทำให้ความเข้าใจเรื่องการทำแท้งเปลี่ยนแปลงไป  ยังทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในการศึกษาว่า เราจะสื่อสารกับลูกในครรภ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและสร้างความผูกพันกับลูกได้อย่างไร

“เมื่อแม่ตั้งครรภ์ได้ ๗ สัปดาห์  ทารกเริ่มตอบสนองต่อการสัมผัสได้ ๑๖ สัปดาห์ เริ่มหยิบฉวยสายสะดือและดูดนิ้วได้  ๒๔ สัปดาห์  เริ่มได้ยินและตอบสนองต่อเสียงแม่และสามารถเคลื่อนไหวเมื่อได้ยินเสียงดนตรี  ๒๘ สัปดาห์  สามารถตอบสนองต่อรสหวานเปรี้ยวได้  ๒๙ สัปดาห์  ลูกลืมตาเห็นสิ่งต่างๆ ในมดลูกได้ แต่ก่อนหน้านั้นลูกรับรู้ความสว่างความมืดได้แม้หลับตาอยู่”*

นี่เป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต ที่คนมีลูกจะตระหนักถึงการใช้ชีวิตอย่างเกื้อกูลกัน   ท่านแม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุตเคยตั้งคำถามกระทุ้งใจพ่อแม่ว่า เมื่อเรารู้ว่าลูกรับรู้ได้ขนาดนี้ในครรภ์   มันบอกเราว่า  “ลูกพร้อมแล้ว” แต่พ่อแม่ล่ะ “พร้อมหรือยัง ?”

การเรียนรู้เรื่องหนึ่งของพ่อแม่ในโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ คือ ‘ศีลภาวนา : การพัฒนาความประพฤติให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย  ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย  อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน-Moral Development’** การมีศีลภาวนาที่พ่อและแม่มีต่อกัน จึงส่งผลโดยตรงต่อลูกในครรภ์  ซึ่งกำลังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแม่อย่างเป็นหนึ่งเดียวขนาดที่เรียกได้ว่า ‘ใช้ลมหายใจเดียวกัน’   และปฏิเสธไม่ได้ว่าในการปฏิบัติต่อกันทางกาย วาจา และใจนั้น    วาจาดูจะเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ง่ายมาก   จนพระพุทธองค์ยังทรงบัญญัติไว้อย่างละเอียดเกี่ยวกับ  ‘สัมมาวาจา’ สื่อสารอย่างไรไม่ให้ทุกข์เกิด

วงสนทนา ‘ฟังกันด้วยหัวใจ’ ในโครงการจิตประภัสสรฯ ครั้งหนึ่ง สามีภรรยาจับคู่กันและผลัดกันพูดความในใจคนละ ๓ นาทีว่า  “รู้สึกอย่างไรที่เป็นพ่อ(แม่)” โดยมีศีลเพียงข้อเดียวว่า  เมื่อคนหนึ่งพูดอีกคนต้องฟังอย่างเดียวด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและวางอคติ ผลปรากฏว่า  สามีหลายคนสะท้อนว่า  “ปกติไม่เคยฟังภรรยาพูดจบประโยคเลย” บางคู่ก็บอกว่า  “เคยคิดว่าเราคุยกันดี”  แต่จริงๆแล้ว “เราต่างแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากกว่าที่จะฟังอีกฝ่ายให้จบ”  แถมบางคนบอกว่า “ได้เห็นตัวเองเลยว่า ใช้ความคิดไปกับการเดาสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดต่อไป   แล้วปรากฏว่าพอเราต้องฟังจนจบ  สิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเลย”  และเพียงแค่มีใครสักคนที่รับฟังความทุกข์ของเรา หรือเมื่อเราได้รับฟังความทุกข์ของคนอื่น   การเยียวยาความทุกข์ของทั้งผู้พูดและผู้ฟังก็เกิดขึ้นแล้ว...วันนี้เราได้ทำให้ใครในครอบครัวของเรา  ทุกข์เพราะคำพูดที่ไม่ระมัดระวังของเรา  หรือแม้แต่การไม่ยอมฟังของเราหรือเปล่า

หากใครที่รู้สึกว่าศรัทธาในความรักสั่นคลอน ไปเที่ยวประตูผู้โดยสารขาออกกันดีกว่า  (ไม่ใช่ขาเข้านะ)  แล้วเตือนสติตัวเองว่า  “หากขณะนี้เป็นขณะสุดท้าย   เราคงไม่พูดจาทำร้ายกัน   แต่เราคงจะ...บอกรักกัน”

 

* จากวงเสวนาจิตประภัสสร กับ น.พ.มานิตย์  แสนมณีชัย  คลีนิกพัฒนาทารก  รพ.หัวเฉียว  และ หนังสือ ‘ลูกฉลาดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์’ โดย น.พ.ชัยรัตน์  ปัณฑุรอัมพร

** จากหนังสือ ‘พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม’ โดย พระเทพเวที(ประยุทธ์  ปยุตโต)  (หรือ พระพรหมคุณาภรณ์ ในปัจจุบัน)

 

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>