EN / TH
อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า กับ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

เสถียรธรรมสถานจับมือ 7 องค์กรหลักด้าน Palliative Care สืบสานปณิธานท่านแม่ชีศันสนีย์

22 กุมภาพันธ์ 2565   เสวนา ‘อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า’ หน้ากายสังขารท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ณ เสถียรธรรมสถาน  https://youtu.be/OMaOhqr18y0  เพื่อสืบสานปณิธานด้านการดูแลแบบประคับประคอง(Palliative Care) ให้เข้าถึงครอบครัวไทย  โดย คุณสายสัมพันธ์ ปัญญศิริ ประธานมูลนิธิเสถียรธรรมสถาน ร่วมกับ พระมหาสุเทพ สุทธิญาโณ ผศ.ดร. ประธานกลุ่มอาสาคิลานธรรมดร.ปานตา อภิรักษ์นภานนท์  ที่ปรึกษาชมรมพยาบาลแบบประคับประคอง , ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร  อุปนายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย , คุณวรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death , ศ.(พิเศษ)กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงษ์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด , พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ,  พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข  และผู้ดำเนินรายการ คุณช่อผกา วิริยานนท์ 

ท่านแม่ชีศันสนีย์ จากการเรียนรู้ความตายของคนใกล้ชิดสู่นวัตกรรมแห่งการฉุดช่วยของ ‘ธรรมาศรม’   ท่านใช้ธรรมและศิลปภาวนามาเยียวยาจิตใจตามจริตนิสัยของผู้นั้น  โดยเริ่มจากความรักสู่การเรียนรู้ที่จะดูแลจิตใจของผู้ป่วยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต   ด้วยสมัยนั้นยังไม่มีความแพร่หลายของแนวคิดการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ในประเทศไทย   มีเพียงแนวคิดการตายดีที่เป็นวิถีของชาวพุทธเท่านั้น  การเยียวยาเหล่านั้นได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยและครอบครัวให้มีการบันทึกวีดิทัศน์  ต่อมาได้กลายเป็นกรณีศึกษาในวงการการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่ท่านนำมาสอนบุคลากรทางการแพทย์และครอบครัวผู้ป่วยในระยะต่อมา  

การคืนชีวิตสู่ธรรมชาติด้วยการดูแลแบบประคับประคอง

7 ธันวาคม 2564  การคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ  ด้วยการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)

 ท่านแม่ชีศันสนีย์ ได้ใช้อาคารธรรมาศรม เป็นบ้านของท่านจวบจนลมหายใจสุดท้าย  หลังจากท่านเปลี่ยนร้ายกลายดี  โดยใช้การป่วยเป็นมะเร็งของท่านสร้างแรงบันดาลใจและแสดงรูปธรรมของการ ‘อยู่อย่างมีความหมายและตายอย่างมีคุณค่า’ https://youtu.be/8vStqZpEJCA  ท่านให้สัมภาษณ์ก่อนการจากไปอย่างตั้งใจแสดงธรรมครั้งสุดท้าย  โดยใช้ชีวิตของท่านถ่ายทอดความหมายของการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) กว้างกว่าที่วงการแพทย์ตัดสินว่าเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายที่ไม่สามารถรักษาได้แล้ว หรืออย่างมากคือเมื่อได้รับการวินิจฉัยโรค    แต่ท่านเลือกการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)   ตั้งแต่ท่านเริ่มต้นชีวิตทางธรรม ตลอด 41 ปี  ด้วยการใช้ชีวิต   ‘อยู่อย่างมีความหมายและตายอย่างมีคุณค่า’  ท่านต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เห็น ‘การใช้ชีวิต’ ตั้งแต่ปฏิสนธิจิตจนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ   ห้องพักและห้องพระที่ท่านใช้ภาวนาในช่วงสุดท้ายภายในอาคารธรรมาศรมนี้ จึงมีเรื่องราวลึกซึ้งมากมาย ที่ท่านสาธิตการตายดี หรือในทางพุทธเรียกว่า ‘ตายอย่างอริยะ’ คือ ตาย (จากกิเลส) เสียก่อนตาย 

เปลี่ยนร้ายกลายดี...ชีวิตยิ่งมีความหมาย

29 พฤศจิกายน 2560 จากผู้เยียวยาสู่การเป็นผู้ป่วยที่เข้าใจการจากพราก 

ท่านแม่ชีศันสนีย์ แจ้งข่าวการป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารให้ลูกหลาน ลูกศิษย์ และญาติมิตรได้ทราบเป็นครั้งแรก  ขณะที่การก่อสร้างอาคารธรรมาศรมยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ท่านตั้งปณิธานต่อหน้าพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ก่อนฟังผลจากแพทย์ว่า “จะเป็นอะไรก็เป็น แต่ขอให้การเป็นนั้นเป็นประโยชน์ที่สุด” ท่านจึงใช้การแถลงข่าวการเป็นมะเร็งเพื่อ ‘เปลี่ยนร้าย กลายดี’ ทำให้การป่วยของท่านเป็นวิทยาทาน ทั้งการรักษาทางการแพทย์  การใช้ธรรมชาติบำบัด และการใช้ธรรมบำบัดควบคู่กันไป และทำให้ ‘ธรรมาศรม’ เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมที่กังวลกับเศรษฐกิจในช่วงนั้นว่า ‘เมื่อโลกยิ่งมืดยิ่งต้องจุดไฟ เมื่อโลกยิ่งแล้ง (น้ำใจ) ยิ่งต้องการแหล่งน้ำ’  

ธรรมาศรมกับการเยียวยาบุคลากรทางการแพทย์

4-6 มิถุนายน 2563 หลักสูตรศิลปะการใช้ชีวิตด้วยลมหายใจแห่งสติ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์  

ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างอาคารธรรมาศรม  ทำให้ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกผ่อนคลายลง  กรมสุขภาพจิตร่วมกับเสถียรธรรมสถาน ได้ใช้อาคารธรรมาศรมสำหรับเยียวยาจิตใจบุคลากรทางการแพทย์หลังความเหนื่อยล้าจากสถานการณ์โควิด-19  ด้วยศักยภาพของเสถียรธรรมสถานที่มีสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการเยียวยาและมีอาคารที่พักที่ปลอดภัย  นับเป็นโอกาสที่ ‘ธรรมาศรม’ ได้รับใช้สังคมในยามวิกฤต และเหล่าจิตอาสาเสถียรธรรมสถานได้แสดงความขอบคุณต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทกายใจ อันเป็นเหตุการ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย

หลักสูตรศิลปะการดำเนินชีวิตด้วยอานาปานสติภาวนา และหลักสูตรบวชเพื่อเปลี่ยนรหัสชีวิต

หลักสูตรศิลปะการดำเนินชีวิตด้วยอานาปานสติภาวนา https://youtu.be/l3Z9qM9NZ8w  หลักสูตรเพื่อให้แสงสว่างแห่งปัญญานำพาให้คนพ้นทุกข์กับทุกเรื่องราวของชีวิต  ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนเสถียรธรรมสถานมาตั้งแต่ พ.ศ.2564   ให้มีการจัดอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องในทุกวันศุกร์-อาทิตย์    โดยเฉพาะเมื่ออาคารธรรมาศรมสร้างเสร็จพอดีกับการเกิดสถานการณ์โควิด-19   อาคารธรรมาศรมและชุมชนเสถียรธรรมสถานไม่เคยหยุดทำกุศลด้วยการเปิดพื้นที่ตามความเหมาะสมกับมาตรการของภาครัฐ    เพื่อให้ ‘ธรรมาศรม’ เป็นพื้นที่ปลอดภัยและฉุดช่วยจิตใจของผู้คนที่เหน็ดเหนื่อย ท้อแท้จากวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยาวนานให้ได้ผ่อนพักและเยียวยาตนเองให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งอย่างมีสติปัญญา  https://youtu.be/Zq1cDmyWu4Q  ด้วยความสัปปายะของสถานที่และหลักสูตรที่ทันสมัย ทำให้แต่ละรุ่นมีผู้เข้าร่วมเป็นคนวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานถึง 70 % และได้ต่อยอดความศรัทธาในการพัฒนาตนเองมาสู่การปฏิบัติเข้มข้นจากกายวิเวก จิตวิเวก สู่อุปธิวิเวก ในโครงการบวชเพื่อเปลี่ยนรหัสขีวิต (พุทธสาวิกาศีล 10)  ทุกวันเสาร์ที่สองของเดือน

ธรรมาศรม นวัตกรรมแห่งการฉุดช่วย

พ.ศ.2559 ท่านแม่ชีศันสนีย์ ตระหนักถึงความทุกข์ยากของครอบครัวว่า ‘หนึ่งคนป่วย หลายคนทุกข์’  จากประสบการณ์ธรรมยาตราตลอด 5 ปีไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้ท่านมีปณิธานเมื่อครบบวช 36 พรรษาเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ว่า “เสถียรธรรมสถานในทศวรรษที่ 4 จะมอบองค์ความรู้ธรรมเพื่อการเยียวยาสังคมให้เป็นมรดกแก่โลกโดยสร้าง ‘ธรรมาศรม’ https://youtu.be/nEAQ6xVVXc8 ให้เป็นศูนย์วิจัยทางธรรมหรือธรรมวิจัย  เพื่อสาธิตการนำธรรมออกไปเยียวยาสังคม ด้วยองค์ความรู้ตลอดสายตั้งแต่ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ  โดยนำประสบการณ์ 3 ทศวรรษของเสถียรธรรมสถาน  มาสกัดในห้องแล็บวิจัยชีวิตที่เรียกว่า ‘ธรรมาศรม’ สร้างเป็น ‘แคปซูลธรรมะ’ คือนำแก่นธรรมในพุทธกาลมาสู่ปัจจุบันกาล ทำของยากให้ง่าย ทำให้แพร่หลาย เข้าไปอยู่ในครัวเรือน ช่วยให้มนุษย์อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า ได้ทุกเพศวัย ตั้งแต่ปฏิสนธิจิตจนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ    ซึ่งเป็นการทำให้งานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ใช่การเตรียมตัวไปสู่การตายดีเท่านั้น แต่ยังเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไปถึงการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจชีวิตตั้งแต่การปฏิสนธิจิต การเลี้ยงดูเด็กทุกช่วงวัย การเติบโตเป็นคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่วัยทำงานที่เข้าใจชีวิตและใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และมีความสัมพันธ์ที่มีศีลเป็นพื้นฐานที่ทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นความผูกพันที่มีความสุขมากกว่าปมทุกข์ที่ยากจะคลี่คลายในตอนที่ความตายใกล้เข้ามา ดังคำที่ท่านเตือนให้เราไม่ประมาทว่า ‘คนที่เรารักอยู่กับเราสั้นลงทุกวัน’

การเยียวยาเชิงรุกในโรงพยาบาลและการสร้างทีมแพทย์พยาบาลหัวใจโพธิสัตว์

พ.ศ. 2555 พุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เสถียรธรรมสถานได้สร้างและอัญเชิญพระพุทธชยันตีองค์ดำนาลันทาเป็นองค์ประธานงานสวดมนต์ข้ามปี ณ ท้องสนามหลวง ท่านใช้โครงการ ปลุกหัวใจผู้หญิง หัวใจแม่ หัวใจโพธิสัตว์ ธรรมยาตราเพื่ออัญเชิญพระพุทธชยันตีองค์ดำนาลันทา จากศรัทธา สู่ศรัทธา จากการเยียวยาคน สู่การเยียวยาสังคม

ไปทั่วประเทศ https://youtu.be/Yu61aKSUY9o  ท่านใช้พุทธวิธีในการทำงานเชิงรุกเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการเยียวยาผู้ป่วยและสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้มีหัวใจโพธิสัตว์ สร้างทีมดูแลผู้ป่วยคือญาติใกล้ชิดให้มีความเข้าใจ มีองค์ความรู้พร้อมกับมีหัวใจโพธิสัตว์  เป็นวิธีการขับเคลื่อนที่ออกไปทำงานเชิงรุกยังโรงพยาบาลทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 5 ปี ในการนำธรรมเยียวยาเข้าสู่วิถีชีวิตในช่วงชีวิตสุดท้ายของมนุษย์เพื่อการเตรียมตัวให้สามารถอยู่อย่างมีความหมายและตายอย่างมีคุณค่าได้ ตลอด 5 ปีของการทำงานจึงเกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้มากมายจากการทำงานลงพื้นที่เพื่อทำงานเยียวยาผู้ป่วยในโรงพยาบาลในทุกมิติ จนเกิดเป็นต้นทุนของการทำงานเยียวยาในงานธรรมาศรม ‘  นวัตกรรมแห่งการฉุดช่วย

 

เปลี่ยนผู้ป่วยให้เป็นครู...ตายอย่างไรไม่ทรมาน   

พ.ศ. 2549 วีดิทัศน์วันที่บัวบาน https://youtu.be/ZnJnEHioiAQ VDO วันที่บัวบาน /  ที่แสดงภาพผู้ป่วยมะเร็งที่ลดการใช้ยาระงับความความเจ็บปวดและคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงสุดท้ายได้  เมื่อตระหนักว่า ‘เป็นมะเร็งที่กาย ไม่ได้เป็นมะเร็งที่ใจ’   ได้รับความสนใจอย่างมาก  คุณบัวเป็นหญิงไทยที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีในต่างแดน ด้วยความคับแค้นใจ เธอพยายามหนีและต่อสู้ ทำให้ผู้ที่หลอกเธอมาเสียชีวิตจากการหลบหนีของเธอ เธอจึงต้องโทษจำคุกที่ประเทศญี่ปุ่น และเมื่อพบว่าเธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทางทนายความไทยได้ช่วยประสานให้ทางประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้เธอกลับมารักษาตัวระยะสุดท้ายที่เมืองไทย โดยต้องอยู่ภายในโรงพยาบาล  เธอจึงขอได้โอกาสพบท่านแม่ชีศันสนีย์สักครั้งหนึ่งในชีวิต  เพื่อเรียนรู้การตายอย่างไม่ทรมาน นั่นจึงเป็นที่มาของวีดิทัศน์ ‘วันที่บัวบาน’ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเปลี่ยน ‘ผู้ป่วย’ ให้เป็น ‘ครู’  วีดิทัศน์นี้แพร่หลายมาก และทำให้ท่านได้รับการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นผู้ให้ความรู้และแรงบันดาลใจในโอกาสต่างๆ  รวมทั้งเกิดการผลักดันเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ   ส่งผลให้แนวความคิดของท่านเรื่อง ‘ป่วยกายแต่ไม่ป่วยใจ’   ‘ครอบครัวคือหัวใจของการเยียวยา’ และ ‘อยู่อย่างมีความหมายและตายอย่างมีคุณค่า’  แพร่หลายออกไปสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว  บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ทำงานด้านการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

การเยียวยาคุณพ่อตนเอง คุณพ่อเฉลียว จรัสศรี และคุณพ่อของหมอเพื่อน แพทย์หญิงกอบกุลยา จึงประเสริฐศรี  (พ.ศ. 2555)

พ.ศ. 2546 การเยียวยาคุณพ่อ  ผู้แม้ไม่ได้ดูแลกันเมื่อท่านแม่ชีศันสนีย์อยู่ในวัยเยาว์ แต่เมื่อผู้เป็นลูกสามารถก้าวข้ามปมชีวิตในครอบครัว   ท่านได้เยียวยาคุณพ่อผู้ชราประหนึ่งเด็กน้อยผู้ให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข  ด้วยการวางศีรษะกลิ้งไปบนอกของคุณพ่อ  เป็นสัมผัสที่เข้าไปถึงหัวใจและคลี่คลายปมชีวิตซับซ้อนที่หลายครอบครัวอาจพบเจอให้จากกันอย่างสวยงาม และกลายเป็นหนึ่งวิธีการในงาน  ‘ครอบครัวคือหัวใจของการเยียวยา’ ที่ใช้ลูกหลานเยียวยาผู้สูงวัยหรือที่ท่านใช้คำว่า ‘ต้วมเตี้ยมเลี้ยงเตาะแตะ’ 

การเยียวยาคุณสุภาพร พงพฤกษ์

พ.ศ 2546 การเยียวยา คุณสุภาพร พงพฤกษ์  อาสาสมัครรุ่นบุกเบิกของเสถียรธรรมสถาน ด้วยการภาวนาผ่านดนตรี ศิลปะ  และการสัมผัส  โดยท่านขอใช้โอกาสนั้นให้ผู้ป่วยเป็นครูผู้สาธิตการดูแลแบบประคับประคองให้ผู้ป่วยผ่านความเจ็บปวดและเข้าสู่การเตรียมตัวตาย  ด้วยการออกแบบชีวิตที่มีความหมายในช่วงท้ายแบบที่ตนเองต้องการ   เมื่อเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์รายการ ‘นี่แหละชีวิต’ จึงกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกิดการเริ่มต้นของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างมีความสุข โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นสำคัญ  

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

แปร ‘พลังแห่งการเยียวยา’
เป็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลง’

ความเจ็บป่วยเป็นความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ หากแต่เมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้น บางคนอาจจะจมอยู่ในกองทุกข์ ส่วนบางคนได้เรียนรู้ที่จะใช้ความทุกข์จากความเจ็บป่วยเป็นครูสู่การพัฒนาสติปัญญา สามารถเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยที่โชคดีที่สามารถพ้นทุกข์ทางใจได้
และด้วยกรุณาจากหัวใจและความตั้งใจมั่นที่จะทำงานตามพุทธประสงค์ที่ว่า “การดูแลผู้ป่วยคือการดูแลเรา...ตถาคต” ทำให้ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ทุ่มเทและอุทิศแรงกายแรงใจทำงานนำธรรมะออกมาเยียวยาสังคมอย่างผู้รับใช้ เพื่อชีวิตที่สงบเย็นและเป็นสุขสำหรับคนทุกช่วงวัยตั้งแต่เกิดจนตาย เริ่มต้นจากงานจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ถึงการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่เป็นการใช้โอกาสแห่งทุกข์จากความเจ็บป่วยเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นสะพานสานสายใยอันงดงามแห่งความรักและความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นหัวใจแห่งการเยียวยา


งานเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น ส่วนหนึ่งดำเนินไปพร้อมกับการบรรยายธรรมในเส้นทางการเคลื่อนไปของพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา พระผู้เป็นเลิศแห่งปัญญาและการเยียวยา เพื่อให้ผู้คนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้เคารพสักการะ และการแสดงธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ร่วมกับการให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจโพธิสัตว์แก่บุคลากรด้านการแพทย์และพยาบาล และอีกส่วนหนึ่งคือการไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ป่วย ให้ความรู้แก่ญาติหรือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาตามแนวทางของนวัตกรรมการสร้างมนุษยชาติที่ได้ภาวนาไปกับการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความรักและความเข้าใจ เพราะจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ กว่า 400 สถานที่ เป็นโรงพยาบาลกว่า 200 แห่งในเกือบ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ได้สัมผัสและสื่อสารกับผู้ป่วยมากมาย ในมุมมองของท่านจึงเห็นว่า
“สำหรับชาวพุทธ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นงานชั้นเลิศที่บอกให้เราได้รู้ถึงสัจธรรม และพบว่าความตายนั้นมีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่เราคิด จิตของคนใกล้ตายนั้นหากมีความพร้อมที่จะหลุดพ้น จะเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูต่อทุกสิ่งที่เกื้อกูลต่อการมีชีวิตที่ผ่านมา เขาสามารถสื่อสารกับคนเป็นได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด” ซึ่งท่านแม่ชีย้ำว่าช่วงเวลาแห่งความเข้าใจนั่นเองคือช่วงเวลาอันงดงามที่จะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการเยียวยาและผู้เยียวยาได้ตระหนักถึงความกตัญญูและความรักที่ท่วมท้นในหัวใจของอีกฝ่าย จนเมื่อเวลาของการจากพรากมาถึงทุกคนก็จะมีจิตใจที่เข้มแข็งและยอมรับความจริงได้


อีกส่วนหนึ่งคือการบรรจุไว้ในชั้นเรียนของสาวิกาสิกขาลัย ที่สอนให้นิสิตรู้วิธีการเยียวยาผู้ป่วยให้อยู่กับความทุกข์โดยไม่เป็นทุกข์ ผ่านกระบวนการการเรียนรู้ การศึกษาดูงาน และการฝึกงาน ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้เขียน ซึ่งเป็นนิสิตสาวิกาสิกขาลัย รุ่นที่ 1 ได้ไปพำนักรักษาตัวที่ อโรคยาศาล สถานอภิบาลผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแพทย์ทางเลือกแบบผสมผสานอย่างเป็นองค์รวม ตั้งอยู่ที่วัดคำประมง จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็งจังหวัดสกลนคร) ซึ่งที่นั่นเป็นหนึ่งในสถานที่ศึกษาดูงานของนิสิตในเรื่องการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ทำให้ได้ใช้ความทุกข์จากความเจ็บป่วยครั้งนั้นเรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง จนกระทั่งอาการดีขึ้นก็สามารถนำบทเรียนของตัวเองไปแนะนำและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยตลอดจนญาติหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยให้เข้าใจ และยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัว มีความรู้สึกดีขึ้น เป็นทุกข์น้อยลง


นอกจากนี้ยังมีกรณีของ บัว ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีโอกาสได้พบท่านแม่ชีศันสนีย์ในช่วงสุดท้ายของชีวิต จากความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแสนสาหัสทางกายเพราะโรคร้ายที่รุมเร้าและความทุกข์ในใจที่ยังไม่อาจคืนคลายความโกรธ ความไม่เข้าใจ เธอได้เรียนรู้ธรรมะในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยจนสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันขณะที่เหลืออยู่ให้มีความสุขด้วยความเมตตาและให้อภัย ทำให้จาก ‘ผู้ป่วย’ กลายเป็น ‘ครู’ ที่สอนให้ผู้คนได้เห็นความงดงามของการให้อภัย และในที่สุด ด้วยการคืนไม่ฝืนไว้ เธอก็ได้คืนลมหายใจ