online-link
top-70years

In Love with Death

ILwD_04

คนส่วนใหญ่มอง ‘การเกิด’ ว่าเป็น ‘ความสุข’ เป็น ‘ความยินดี’ เป็น ‘การเริ่มต้น’ ในขณะที่มอง ‘ความตาย’ เป็น ‘ความทุกข์’ เป็น ‘ความเศร้า’ เป็น ‘จุดจบ’

ทำให้คนเราชื่นชมยินดีกับ ‘การเกิด’ แต่เกรงกลัวต่อ ‘ความตาย’

โดยมองข้ามความจริงที่ว่า ทันทีที่มี ‘การเกิด’ เกิดขึ้น ก็มี ‘ความตาย’ ตามมาด้วย เพียงแต่ระยะเวลาจาก ‘การเกิด’ สู่ ‘การตาย’ ของคนแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน

และเวลาระหว่างจาก ‘จุดเริ่ม’ ถึง ‘จุดจบ’ นั้นต่างหากคือสาระสำคัญของชีวิต

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เสถียรธรรมสถานได้จัดการสนทนาเรื่อง ‘นวัตกรรมชีวิตด้วยรักและความตาย’ พระเอกของงานคือ สาทิช โมดิ ชาวอินเดีย ผู้เขียนหนังสือ In Love with Death ซึ่งได้รับความสนใจจากคนอ่านทั่วโลก

In Love with Death เป็นหนังสือที่สืบค้นความสัมพันธ์ของช่วงชีวิตกับความตาย การสืบค้นเรื่องนี้ทำให้เราสามารถใช้สำนึกในความตายมาสร้างชีวิตใหม่ในทางบวกและมีความหมายได้

เป้าหมายของ สาทิช โมดิ คือช่วยผู้คนให้ก้าวผ่านความกลัวในเรื่องความตาย และสืบค้นความตายในทางบวก และหวัง

ว่าจะเกิดแรงกระตุ้นให้ผู้คนเติมเต็มชีวิตด้วยความดี ความรัก และความเมตตามากขึ้น

การสนทนากินเวลาไม่นานนัก ทว่าการแลกเปลี่ยนทัศนะก็สามารถเปิดมุมมองเกี่ยวกับคำว่า ‘ความตาย’ ได้อย่างน่าสนใจ

...

“การตระหนักถึงถึงความตายนั้นยากมาก คุณจะตระหนักถึงความตายได้อย่างไรในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่...ผมออกทีวีที่ลอนดอนและสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง ผู้คนมักถามผมว่าผมพูดว่าตกหลุมรักกับความตายได้อย่างไรกัน คำตอบของผมคือ ถ้าไม่มีความตาย คุณก็จะอยู่ตรงนี้ไปตลอดชีวิต แล้วมันประหลาดไหมล่ะถ้าจะเป็นอย่างนั้น แล้วการที่กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรใครได้เลย ถ้าไม่มีความตายเลย ระบบนิเวศก็จะเปลี่ยน สัตว์ก็จะกินสัตว์ ปลาก็จะกินปลา...มันเหมือนกับเรามีชีวิตเดียว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ถ้าคุณเห็นว่าแต่ละวันมันเป็นวันใหม่เสมอ คุณจะเรียนรู้ที่จะลืมอดีตบ้าง วันนี้ก็จะเป็นวันแรกของวันที่จะเหลือในชีวิตของคุณ จริงอยู่เพราะเรามีความทรงจำ เราจึงจำอดีตได้ มันจึงสำคัญมากที่เราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้...

“ในเบื้องแรก ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนซื้อหนังสือเล่มนี้ เล่มที่บอกว่า ‘ตกหลุมรักความตาย’ ผมจึงพิมพ์แค่ 500 เล่ม แต่มันทำให้ผมได้มีโอกาสพบกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ได้ร่วมทำงานช่วยเหลือดูแลโลกผ่านการสร้างมูลนิธิมากมาย พระองค์ทรงเชิญผมไปที่วัง ใครคนหนึ่งทูลพระองค์ถึงหนังสือของผม พระองค์จึงทรงถามว่าแล้วเราจะลืมอดีตได้อย่างไร ผมจึงทูลพระองค์ว่า พระองค์ต้องลืม มิฉะนั้นพระองค์จะทรงมีชีวิตต่อไปไม่ได้ และพระองค์ได้ทรงแนะนำให้ผมรู้จักกับพระญาติของพระองค์ เขาพาผมไปยังสถานที่ที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งหนึ่งของเขา และบอกว่าที่ 800 เอเคอร์นี้ไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเขา บ้านจริงๆ ของเขามีเพียงแค่หลุมศพเท่านั้น...

“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการกลัวความตาย แต่บอกว่าเราจะมีชีวิตที่มีความสุขอยู่ต่อไปได้อย่างไร จะให้ให้ได้มากแค่ไหนในวันที่เหลืออยู่ของเรา และเราควรจะลืมเรื่องในอดีตเสียบ้าง เพราะนั่นคือที่มาของความทุกข์ เมื่อเราลืมเรื่องในอดีตได้ เราจะมีชีวิตดีขึ้น...ไม่ว่าวันนี้คุณจะอยู่ในบทบาทใด ผู้ปกครอง ภรรยา สามี หรือบุตร คุณต่างมีการเดินทางเป็นของตัวเอง คุณต้องจดจ่อในการเดินทางของตัวเองอย่างมีความสุข

“เราทุกคนรู้ดีว่า ชีวิตเรามีเวลาจำกัด เราจึงจำเป็นต้องมองชีวิตในแง่มุมใหม่...คนเราเมื่อตาย ไม่สามารถนำอะไรไปได้ แม้แต่ร่างกาย จิตวิญญาณคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเดินทางต่อไป” สาทิช โมดิ

“ทันทีที่ทราบว่าจะมีงานบ่ายนี้ ก็ดาวน์โหลดหนังสือมาอ่านแล้วก็อ่านจบภายในสองวัน หนังสือเล่มนี้งดงามมาก และนอกจากความงดงามของหนังสือแล้ว มันยังเป็นความงดงามของความเป็นจริงด้วย หนังสือเล่มนี้กระทบความรู้สึกของดิฉันมาก ดิฉันสนใจเรื่องความตายมาตั้งแต่เด็ก แม่ของดิฉันเสียเมื่อดิฉันอายุสองขวบครึ่ง เวลาคนถามว่าแม่อยู่ไหน ดิฉันก็ตอบว่าแม่ตายแล้ว และมันก็เป็นคำถามที่อยู่ในใจของดิฉันมาตลอดตั้งแต่เด็ก และตลอดทุกครั้งที่ดิฉันเห็นความตาย ดิฉันตระหนักถึงสิ่งที่คุณสาทิชเขียนในหนังสือว่า จริงๆ แล้วตายก็เพื่อให้มีการเกิด เราตายเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับชีวิต และงานของคุณสาทิชก็พูดถึงการต่อเนื่องของทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วมันเข้าถึงสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่อยู่นอกเหนือการปิดกั้นของศาสนาต่างๆ” คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

“ผมเป็นอาสาสมัครของเสถียรธรรมสถานมากว่า 20 ปี พ่อและแม่ของผมเป็นคนอินเดียจากเมืองโกลฮาเปอร์ ไม่ไกลจากเมืองกุสินารา ที่นั่น ผมเห็นวัฏจักรของชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณจะได้เห็นทั้งคนจนและคนมั่งมี ก่อนที่แม่จะตาย ผมใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับท่านที่บ้าน ผมได้เห็นบ้านที่มีความสุขมาก คือบ้านที่มีการเกิด ในขณะที่บ้านหลังตรงข้ามมีคนที่กำลังจะตาย ดังนั้น เราจะเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากในอินเดีย ฉะนั้น สิ่งที่ผมคิดก็คือการทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แม่สอนผมเรื่องนี้...คือทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ ผมจะทำให้ดีที่สุดในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะถ้าเมื่อไรก็ตามที่ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ผมจะไม่เสียใจเลย ซึ่งนี่คือปรัชญาชีวิตของผม และในฐานะที่เป็นกุมารแพทย์ ในฐานะที่ได้ใกล้ชิดกับคนไข้ ผมยังได้เรียนรู้ว่าพลังด้านบวกนั้นสำคัญมากสำหรับมนุษย์ ฉะนั้น สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้เป็นทฤษฎีใหม่ คือเรื่องทุนด้านบวกของชีวิตที่จะให้กับเด็กและเยาวชน” นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

“ดิฉันไม่ได้กลัวความตาย แต่ดิฉันกลัวความตายของคนที่ฉันรัก และไม่ว่าคุณจะเห็นว่านี่เป็นเรื่องของการยึดติดหรือไม่ก็ตาม ดิฉันก็อยากมีเวลาอยู่กับคนที่ดิฉันรักให้มากพอ ถ้าเมื่อไรก็ตามที่รู้ว่าพวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีดิฉัน ดิฉันก็ยินดีที่จะเผชิญหน้าเมื่อความตายมาถึง แต่ดิฉันอยากจากไปขณะที่อยู่ในการปฏิบัติสมาธิ เพื่อจะได้มีความสุขกับความรู้สึกของการตาย ดิฉันเชื่อว่า ถ้าคุณเป็นคนดี เมื่อตาย คุณจะได้ไปยังภพภูมิที่ดีขึ้น และดิฉันก็เชื่อว่าดิฉันเองก็เป็นคนที่ดีพอ (หัวเราะ)” อาช่า เซกัล ผู้อำนวยการของเดอะ เซกัล กรุ๊ป

“เป็นเรื่องดีที่จะคิดเกี่ยวกับความตาย แต่ไม่ควรผูกติดอยู่กับความตายนัก ผมเองไม่กลัวความตาย เพราะมันไม่มีประโยชน์ที่จะกลัวในสิ่งที่อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น...มันรู้สึกแย่มากที่ได้รับรู้ถึงการฆ่าฟันกัน และยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นมากที่คนที่ถูกฆ่าเป็นผู้บริสุทธิ์...เราต้องหยุดความรุนแรงในหัวใจของเราให้ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ในทุกวัน เราต้องใช้ทุกนาทีของชีวิตเพื่อฝึกใจของเรา” ฌอง มาร์ค ซอล ศิลปินวาดมันดาลาชาวฝรั่งเศส

“วันนี้...คุณสาทิชไม่ได้มาเพื่อขายหนังสือ หากเพียงแต่ต้องการส่งแมสเสจบางอย่างที่สำคัญมากให้กับโลกว่า เงินเป็นเพียงความสะดวกสบายของชีวิต เงินไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต ถ้าเรารู้จักบริหารความสะดวกสบายอย่างไม่เป็นเหยื่อของเงิน เราจะเห็นคุณค่าในอริยทรัพย์มากขึ้น…

“วันนี้...จะเป็นอีกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของความกตัญญูของพวกเราทุกคน คนที่มีเกียรติภูมิเพราะเคารพตัวเองได้ที่มาอยู่รวมกันในวันนี้ทำให้ข้าพเจ้าศรัทธาในการที่จะใช้ชีวิตต่อไปว่า สังคมจริงๆ ของคนที่มีปัญญาเขาพูดถึงการมีความสุขที่จะให้ และเป็นการให้ที่ไม่ทวงบุญคุณ เราไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า ชีวิตของเราที่ได้มาทุกวันนี้ไม่มีใครที่ไม่ให้เรา ชีวิตของเรามีคนให้มาตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น การที่เรากตัญญูต่อบุคคลที่อยู่เบื้องหลังชีวิตของเรา และเราได้ให้ชีวิตของเราเพื่อจะรับใช้ใครได้บ้างนั้น เราเรียกว่า ‘กตัญญู’ ใช่ไหม...

“วันนี้...สังคมของเราต้องการความกตัญญู และที่มันบกพร่องและขาดวิ่นอยู่ในขณะนี้ก็เพราะเราไม่กตัญญูต่อชีวิต ไม่กตัญญูต่อโอกาสที่เราได้มา เพราะฉะนั้น ถ้าเรากตัญญูต่อชีวิต กตัญญูต่อโอกาสที่เราได้ชีวิต เราก็จะกล้าคืนอย่างไม่ฝืนไว้ การคืนชีวิตอย่างสง่างามคือการใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นหนี้ เรื่องกลัวไม่กลัว ข้าพเจ้าไม่คิดว่าเป็นประเด็น แต่การใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นหนี้ชีวิตต่างหากที่เป็นประเด็น อย่าใช้ชีวิตอย่างติดหนี้ จงกล้าที่จะคืนอย่างไม่ฝืนไว้เพราะเราได้กตัญญูชีวิต และศรัทธาต่อการได้ใช้ชีวิต”

“วันนี้...หรือวันไหน ทุกคนตายหมด...รวยก็ตาย...จนก็ตาย...อยู่ที่ว่าจะมีชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข ยังประโยชน์แก่ตนเองและโลก และอยู่อย่างไม่ตายทั้งเป็นได้อย่างไร...เท่านั้น” แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน

สาทิช โมดิ คือประธานบริษัทข้ามชาติ Global Modi Enterprises ผู้นำธุรกิจของอินเดียและของโลกในหลายด้าน อาทิ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า แฟชั่น, อุตสาหกรรมเคมียา, อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร, อสังหาริมทรัพย์, การเงิน, อุตสาหกรรมการบิน, อะไหล่รถยนต์ มูลค่ารวมกว่า 1.2 พันล้านยูเอสดอลลาร์

สาทิช โมดิ เป็นที่รู้จักและได้รับยกย่องทั่วโลกว่าเป็นมหาเศรษฐีใจบุญผู้ทุ่มเทชีวิต ทุนทรัพย์ และสติปัญญา ให้กับผู้ที่มีน้อยกว่าในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นถัดไป เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นร่วมกัน ผ่านงานการกุศลด้านการศึกษา, ศิลปวัฒนธรรม อาทิ

Modi town football club in uk, Istitute of Fine Arts in India.

สาทิช โมดิ ได้รับรางวัลทั้งในอินเดีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และถูกเสนอชื่อให้รับ The Prince of Wales Medal for Arts Philanthropy


ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>