online-link
top-70years

ขอเชิญร่วมรับฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

activit_022

 ท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

แห่งวัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี

แสดงธรรม ณ เสถียรธรรมสถาน วันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. 54

Download วิทยุสาวิกา Play Length
download ajarn_mitsuo

126:01 min
Joomla! web design... 

 

คุณแม่ : ...วันนี้ที่ท่านอาจารย์มาเราอยากจะตั้งประเด็นคำถามในการแสดงธรรมของท่านอาจารย์ ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมาเสถียรธรรมสถานของท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง ตลอดเวลา 20 ปีที่ท่านอาจารย์เคยมาเสถียรธรรมสถาน ตอนนี้เสถียรธรรมสถานขึ้นปีที่ 25 ...ท่านอาจารย์มาสอนอานาปานสติที่นี่แล้วเราก็พบว่าท่านอาจารย์เป็นครูบาอาจารย์ที่ใจดีองค์หนึ่ง เสียสละและไม่เคยทอดทิ้งความทุกข์ยากมีเหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ถ้าท่านอาจารย์จะนำธรรมะออกไปช่วยเหลือได้เราก็เห็นท่านอาจารย์เป็นเหมือนแม่ทัพทำเรื่องนี้เสมอมาทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น วันนี้อยากให้อาจารย์ได้ให้กำลังใจที่พวกเรามารวมกันอยู่ที่ตรงนี้ที่หวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เราจะปฏิบัติในช่วงชีวิตที่เกิดมาครั้งนี้อย่างไรให้ใจของเราเป็นอิสระ...ท่านอาจารย์มาเสถียรธรรมสถาน 20 กว่าปี ท่านบวชมา 37 ปีอยู่วัดหนองป่าพงษ์ 17 ปี ถึงมาสร้างวัดป่าสุนันทวราราม 20 ปี พื้นที่ 1,500 ไร่ วันปีใหม่จะมีผู้ปฏิบัติธรรมพักค้างประมาณ 1,000 คน มากๆ เฉพาะงานพิเศษประมาณ 3,000-4,000 คน ...เป็นโอกาสที่โชคดีที่พวกเราไม่ต้องไปถึงวัดป่าท่านอาจารย์ และท่านอาจารย์ก็มาด้วยความเต็มใจ เราทราบว่าท่านอาจารย์มีกิจนิมนต์เยอะ วันนี้ที่มูลนิธิก็ยังมีคนมาปฏิบัติธรรมอยู่เนสันชิกเพราะวันนี้เป็นวันพระด้วย แต่ท่านอาจารย์ก็ยังเมตตาที่จะมาใน 25 ปีเสถียรธรรมสถาน ท่านอาจารย์เป็นรูปที่ 2 รูปแรกคือหลวงปู่ท่อน ท่านมาตอนน้ำท่วม หลวงปู่ท่อนท่านมาน้ำเพิ่งแห้ง แต่ตอนที่น้ำแห้งท่านอาจารย์มาแล้ว พวกเราก็ดีใจที่ท่านอาจารย์เป็นห่วงพวกเรา อย่างน้อยก็มาดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร แต่วันนี้น้ำแห้งหมดแล้วเหลือแต่การซ่อมแซมเล็กน้อย ถ้าท่านอาจารย์จะเมตตาให้กำลังใจว่าชีวิตมันก็เป็นอย่างที่มันเป็น แต่เราจะเป็นอย่างไรอย่างไม่เป็นทุกข์ ต้องหายใจอย่างไร ใช้อานาปานสติอย่างไร และอะไรเป็นเทคนิคที่จะให้พวกเราได้ยึดเป็นข้อปฏิบัติในการที่จะดำเนินชีวิตจากปีเก่าสู่ปีใหม่โดยสมมุติที่เขาก็พยายามมากเลยที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในวันปีใหม่ ขอโอกาสท่านอาจารย์ได้ให้คำสั่งสอนที่จะทำให้พวกเราได้พบสมณะที่สงบเย็นและเป็นมงคลอันสูงสุดของพวกเรา

ท่านอาจารย์ : เจริญพร ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย วันนี้พวกเราร่วมกันฟังเทศปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นวันพิเศษ เป็นการปฏิบัติบูชา ร่วมฉลองเสถียรธรรมสถาน ก้าวย่าง 25 ปี การฟังเทศน์ก็เป็นการทบทวนดูชีวิตของเรา วันคืนล่วงไป ล่วงไป เรากำลังทำอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าเรากำลังตั้งใจปฏิบัติธรรมก็ตาม เป็นการทบทวนว่าการปฏิบัติธรรมของเราถูกต้องหรือไม่ ถึงแม้ว่าถูกต้องก็ตาม การพัฒนา ปฏิบัติให้เข้มข้นได้อย่างไรเพื่อก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมของเรา การเจริญอานาปานสติก็เป็นอารมณ์กรรมฐานของอริยสาวกในสมัยพุทธกาล แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก่อนที่จะตรัสรู้หรือว่าช่วงที่บำเพ็ญบารมีท่านก็เจริญอานาปานสติมาตลอด เมื่อเกิดมาในชาตินั้นก็ตามท่านก็เจริญอานาปานสติตั้งแต่เด็ก ๆ ตลอดถึงช่วงที่บำเพ็ญปารภความเพียรการตรัสรู้ก็อาศัยอานาปานสติ หลังจากตรัสรู้อนุตราสัมมาสัมโพธิญาณจนกว่าจะเข้ามหาปรินิพพานท่านอยู่ด้วยอานาปานสติ วินาทีสุดท้ายการเข้ามหาปรินิพพานก็อาศัยอานาปนสติกันทั้งนั้น วันสุดท้ายที่ท่านแสดงปัจฉิมโอวาท ท่านก็สรุปการแสดงธรรมมา 84,000 ธรรมขันธ์ในช่วง 45 ปี วินาทีสุดท้ายท่านก็พยายามสรุปคำสั่งสอนของท่านเรียกว่าเป็น อย่าประมาท ๆ หมายถึง ให้เจริญอานาปานสติ เพราะอานาปานสติก็เป็นกรรมฐานที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นวิหารธรรมของพระตถาคตเจ้า หรือว่าอริยสาวกในสมัยพุทธกาลก็ค่อนข้างจะเจริญอานาปนสติเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามอานาปนสติก็เป็นความหมายกว้าง ๆ มีความหมายลึกซึ้ง แต่ว่าก่อนที่จะเข้าสู่อานาปานสติเราก็ต้องเข้าใจชีวิต ชีวิตของเรา เราฟุ้งซ่านเพราะยอมรับไม่ได้ในชีวิตต่าง ๆ ที่มีเหตุการณ์ต่าง ๆเกิดขึ้น มีเหตุการณ์ที่ให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ เสียใจ กลัว โกรธ ชีวิตของเราเป็นทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายในชีวิตของเรา หรือว่าทุกวันนี้ก็พูดกันบ่อย ๆ ว่า ยุคนี้เป็นโรควิกฤต ตั้งแต่ธรรมชาติ โลกร้อน พึ่งบริเวณนี้ก็เพิ่งผ่านไปน้ำท่วม บางแห่งก็น้ำท่วม บางแห่งก็หนาวจัด และก็ไม่นานบางแห่งก็ไม่มีฝน และมีฝนมากไป ร้อนมากไป หนาวมากไป ธรรมชาติก็เป็นลักษณะอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นวิกฤต ผิดปกติหน่อยๆ เปรียบเทียบกับ 20,30 ,50 ปีก่อน ธรรมชาติก็เป็นอย่างนี้ แต่ว่ามันก็ยังเป็นปกติและธรรมดา ทุกวันนี้ก็พูดกันแม้แต่การเมืองก็เป็นวิกฤต เศรษฐกิจก็เป็นวิกฤต ศีลธรรมจริยธรรมในสังคมก็ค่อนข้างจะมีปัญหามาก เป็นวิกฤต แม้แต่สถาบันครอบครัวก็ค่อนข้างจะมีปัญหามากขึ้นและจิตใจของทุกคน เป็นกรมสุขภาพจิต แม้แต่อนามัยโรคก็รายงานไว้ว่า ช่วงนี้โรคซึมเศร้าค่อนข้างมากขึ้น ๆ และโรคซึมเศร้าก็ 1 ใน 5 ของโรคร้ายทางจิตใจ และอนามัยโรค 2,020 อีกไม่กี่ปีโรคซึมเศร้าจะเพิ่มขึ้น ๆ และเป็นอันดับที่ 1 ประมาณ 2,020 โรคร้ายของมนุษย์ โรคซึมเศร้า จิตใจเศร้า ๆ ฟุ้งซ่าน เครียด ช่วงนี้โรคทางกายเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือว่าโรคเอดส์ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นมีปัญหามาก แต่ว่าไม่กี่ปีในอนาคตทางจิตใจ โรคซึมเศร้า คนคิดฟุ้งซ่านเพิ่มขึ้น อันนี้เป็นทั่วโลก เรียกว่าจิตใจของส่วนบุคคลก็เป็นวิกฤต ถ้าเปรียบเทียบกับ 40,50 ปีก่อน ปกติชีวิตของเราก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว เมื่อเรามีกิเลส อวิชชา ความไม่รู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ชีวิตของเราก็เป็นทุกข์ ตั้งแต่อดีตชาติ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลก็ดี หรือว่าสมัยบรรพบุรุษของเรา รุ่นพ่อแม่ของเรา สมัยเด็กเล็ก 50,60ปีก่อน ก็ยังเบากว่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้จิตใจอ่อนแอ จิตใจไม่มีกำลัง เครียด สมาธิสั้น โรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 2020 โรคซึมเศร้าจะมากในสังคมเรา

นี่ก็น่าคิด พูดง่าย ๆ ถ้าเราไม่ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้วเราก็อยู่ในกลุ่มโรคซึมเศร้า ถ้าเราประมาทและจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มโรคซึมเศร้า เมื่อเป็นโรคซึมเศร้าแล้วแม้จะรวยขนาดไหน มีตระกูลสูง มียศตำแหน่งสูง เรียนหนังสือเก่ง ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกก็เป็นโรคซึมเศร้าเป็นได้ เมื่อเรามีอะไรดี ๆ ในโลกนี้ถ้าจิตใจไม่มีกำลังก็จะเกิดโรคซึมเศร้าง่าย ทำไมเพราะเราก็ไม่เข้าใจ เราก็ต้องเข้าใจชีวิต ชีวิตคืออะไร ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจชีวิต แก้ปัญหาให้รู้จักตามความเป็นจริงของชีวิต แค่นี้ปัญหาไม่เข้าใจ แก้ปัญหาให้เข้าใจ เริ่มต้นจุดนี้ก่อน ชีวิตคืออะไร อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล เมื่อเราพูดถึงเสถียรธรรมสถานก็พูดถึงอดีต 25 ปี ปัจจุบันก็ย่าง 25 ปีแล้ว พูดถึงอดีต ในปัจจุบันและอนาคต แม้แต่ชีวิตของเราก็มีอดีต ปัจจุบันอยู่อย่างนี้และอนาคต อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ว่าการศึกษาชีวิตการศึกษาธรรมะ การปฏิบัติธรรมให้ความสำคัญกับปัจจุบัน เราสังเกตุไหมตั้งแต่เข้ามาสถานที่นี้ ใคร ๆ ก็สอนหยุดคิดอดีตที่ผ่านไปแล้ว หยุดคิดไว้ก่อน อนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็หยุดคิดไปก่อน การเดินก็โอปานยิโก น้อมเข้ามา ดูกาย กายที่กำลังเดิน ดูลมหายใจก็ดี การสัมผัสทานข้าวก็ดี การสัมผัสที่เกิดจากการเดินก็ดี จิตของเราพยายามอยู่กับปัจจุบัน หยุดคิดฟุ้งซ่าน ทำใจสงบ ให้ดูกาย ความรู้สึก หรือสังเกตุดูจิตในปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นเริ่มต้นฝึกจิตของเราให้อยู่กับปัจจุบัน เพราะชีวิตของเรา จิตใจของเรา มักจะคิดเรื่องเก่า ๆ ในอดีต ถ้าพูดถึงโรคซึมเศร้าคืออะไร ยกตัวอย่างโรคซึมเศร้าในอดีต เมื่อมีเหตุการณ์ไม่น่าปรารถนาเกิดขึ้น เช่นอะไรก็ตาม บางคนพ่อแม่เสียชีวิตก็เสียใจ บางคนก็ลูกน่ารักตายไป เสียใจ หรือว่าสูญเสียอะไรก็ตาม สิ่งที่ตัวเองรัก อาจจะเป็นสามี เป็นภรรยา เป็นแฟน เป็นเพื่อน อาจจะเป็นวัตถุสิ่งของ อาจจะเป็นยศตำแหน่ง อาจจะเป็นชื่อเสียง อาจจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่เราเคยพอใจในสิ่งนั้น เมื่อเราสูญเสียในสิ่งที่เรารักแล้วเสียใจ เมื่อเสียใจแล้วก็คิด ๆๆซ้ำๆซากๆ คิดๆๆๆ อุปาทานยึดมั่น ถือมั่นเลยไม่สบายใจ เมื่อเราคิดๆๆ เหตุการณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่สบายใจเกิดขึ้นก็คิด ๆ อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึก ในอารมณ์ไม่สบายใจ ถ้าเราติดในจุดนี้เรียกว่าโรคซึมเศร้า เวลาผ่านไป 1 ปี 3 ปี 5 ปี มีแต่เศร้าใจ และทุกวันนี้ก็ลักษณะอย่างนี้ เรามักจะติดเป็นสังคมก็เปลี่ยนไปแล้ว อารมณ์ที่ไม่สบายใจมีโอกาสก็มาก เพราะอยู่ในโลกเทคโนโลยีต่าง ๆ สมัยก่อน สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เป็นเด็ก ๆ เรามักจะอยู่กับธรรมชาติมากกว่า ธรรมชาติใช้ร่างกายและจิตของเราจะอยู่กับปัจจุบัน ทำงาน ออกกำลังกาย หรือนั่งอยู่กับธรรมชาติต่าง ๆ จิตใจของเราจะอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ทุกวันนี้อยู่กับคอมพิวเตอร์ ๆ ก็คิด ๆๆๆ ทำงานก็อยู่กับคอมพิวเตอร์ อยู่บ้านก็อยู่กับ Internet แล้วก็ติดอารมณ์ โรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นตั้งแต่ Internet เข้ามาในครอบครัวบ้านของเราประมาณ 10 กว่าปีก่อน โรคซึมเศร้าก็จะเพิ่มขึ้น ในปี 2020 ก็จะมากขึ้น ๆ โรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นผิดปกติ ตามสถิติแล้วช่วงที่เทคโนโลยีเข้ามาในสังคม เทคโนโลยีเข้ามาบ้านของเรา ทีแรกก็เฉพาะทีวี ช่วงหลังก็ Internet เข้ามาเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงนั้นจิตใจผิดปกติก็มากขึ้น ๆ และอยู่กับโลกส่วนตัวมากขึ้น เมื่อเราคิดอยู่กับความคิด ไม่สบายใจก็จะยึดอยู่กับไม่สบายใจ นี่เรียกว่าปัญหา

ทีนี้ก็เข้าใจว่า ชีวิต อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล การศึกษาชีวิตให้ศึกษาปัจจุบัน หรือว่าพูดง่าย ๆ มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นกับปัจจุบันเดี่ยวนี้ อดีตเป็นเหตุ พูดง่าย ๆ ก็ให้เราเข้าใจกรรมเก่า สมมุติเรียกว่ากรรมเก่า คือ จริง ๆ แล้วอดีตที่ทำไปแล้วไม่ต้องแก้อะไร ผลปรากฎอยู่ในปัจจุบันซึ่งเรียกว่าเป็นกรรมเก่า ก็ไม่ต้องแก้ เราสังเกตุว่าองคุลีมารฆ่าคนไปแล้วถึง 9,999 คน องคุลีมารอดีตที่ผ่านไปแล้วไม่ต้องแก้ กรรมเก่าที่ปรากฎในปัจจุบันไม่ต้องแก้ แต่ว่าเราต้องรู้จัก ต้องเข้าใจ เข้าใจว่านี่คือกรรมเก่า ยอมรับด้วยสติปัญญาว่านี่คือชีวิต สิ่งใดที่เกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้น กรรมเก่าคืออะไร ตาของเรานี่กรรมเก่า ตาไม่ต้องแก้ จะมีตาอย่างไรไม่ต้องแก้นี่คือกรรมเก่า จมูก เป็นกรรมเก่าไม่ต้องแก้ หู เป็นกรรมเก่า ตา เป็นกรรมเก่า จมูกเป็นกรรมเก่า ลิ้น เป็นกรรมเก่า กายก็เป็นกรรมเก่า ร่างกายนี้เป็นกรรมเก่าไม่ต้องแก้ ใครจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ร่างกายของเราเป็นกรรมเก่าไม่ต้องแก้ ร่างกายที่อาศัยอยู่ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง แฟนกัน รั้วบ้านของเรา หมู่บ้าน จังหวัด ประเทศ โลกใบนี้ก็เป็นกรรมเก่า ร่างกายที่อาศัยอยู่ ตลอดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ดี บางครั้งเราก็อยู่กับคนที่ไม่ชอบใจ สิ่งที่ไม่ชอบใจ เป็นกรรมเก่า เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากคนที่เรารัก สิ่งที่เรารัก ก็เป็นกรรมเก่า เป็นทุกข์ ไม่ต้องแก้ มันก็เกิดขึ้นแล้ว มีสมปรารถนาในชีวิตก็มีมาก มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ลักษณะเป็น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ จะตรงกันข้ามก็มีลาภ มียศ ...ก็เป็นกรรมเก่า ไม่ต้องแก้ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดขึ้นแล้วก็ให้เกิดไม่ต้องแก้ ยอมรับสิ่งเหล่านี้เหมือน ลม ฟ้า อากาศ ดูธรรมชาติ มีต้นไม้ มีอากาศ ร้อนบ้าง มีฝนมาก ฝนน้อย ร้อนมาก ร้อนน้อย มีลมพัด บางครั้งก็แผ่นดินไหว บางครั้งก็น้ำท่วม บางครั้งก็สึนามิ มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นธรรมชาติ เมื่อเรามองดูชีวิตของตัวเองแล้วก็มีความเป็นอยู่ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับทางร่างกายนี้หรือมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเหมือนธรรมชาติไม่ต้องแก้อะไร พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ปฏิบัติไม่ผิด ผู้เจริญอานาปานสติก็เข้าใจจุดนี้ ปฏิบัติไม่ผิด ปฏิบัติถูกต้องคือ อย่ายินดี ยินร้าย ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ มีเหตุการณ์ที่น่าปรารถนา อย่ายินดี เมื่อมีลาภ มียศ สูงสุด อย่ายินดียินร้าย เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าปรารถนาก็ดี ไม่น่าปรารถนาก็ดี ไม่ยินดี ยินร้าย คือปฏิบัติถูกต้อง เมื่อเราเข้าใจจุดนี้ ผู้เข้าใจจุดนี้เท่านั้นที่จะเจริญอานาปานสติ เบื้องต้นการระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ติดต่อกัน ต่อเนื่องกัน โดยฉันทะ มีความพอใจ รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ในอิริยาบท จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ขณะที่ตาเห็นอะไรก็ตาม ขณะที่หูได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ขณะที่จมูกได้กลิ่นอะไรก็ตาม ขณะที่ลิ้นรับรู้รสชาติอะไรก็ตาม ขณะที่ร่างกายสัมผัสอะไรก็ตาม ขณะที่จิตใจก็มีอารมณ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ทำใจ ทำจิตใจเป็นปกติ สติระลึกรู้ กายเมื่อเกินจงกรมสติระลึกรู้ กายที่กำลังเดิน สติของเราก็อยู่ที่กาย อยู่ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เมื่อเราทำได้ก็เริ่มจิตใจของเรานี้เข้าสู่อานาปานสติ เราต้องเข้าใจชีวิตนี้อะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เรียกว่าอย่ายินดียินร้าย ใครคิดได้เรียกว่า เราเริ่มปล่อยวางอดีต อดีตที่ทำไปแล้วอย่าไม่ต้องคิด ปัจจุบันเมื่อมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นน่าปรารถนา ไม่น่าปรารถนา ก็ไม่ต้องคิดโดยยินดียินร้าย ไม่ต้องคิดโดยตัณหาอุปาทาน ไม่ต้องคิด พูดง่าย ๆ ใครจะนินทา ใครจะด่า หรือใครจะหนีจากเราไป พ่อแม่เสียชีวิต เพื่อนๆหนีไป เคยเป็นเพื่อนกันเหมือนกับว่าเราโทรไปเหมือนไม่รู้จักกัน ไม่ต้องคิด เกิดขึ้นแล้วก็เกิดขึ้นแล้ว อย่ายินดียินร้าย อย่าหวั่นไหว ศีลคือปกติ ศีลคือหนักแน่น ศีลคือไม่ยินดียินร้าย ศีลคือตั้งเจตนาถูกต้อง ตั้งเจตนาที่จะปล่อยวาง ถ้าเราเข้าใจจุดนี้แล้วก็เป็นปัญญาของเราพร้อมที่จะเจริญอานาปานสติ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ถึงแม้ว่า มีใครมาจับตัวเรา แล้วก็เอาเลื่อยมาตัดร่างกายเป็น 2 ท่อน อย่าโกรธ ถ้าเรายังโกรธอยู่ใจไม่เป็นธรรม เราไม่เข้าใจชีวิต เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอย่างนี้กับเรา ถึงแม้ว่าเราไม่เคยทำความชั่วในชาตินี้ แล้วก็มีเหตุการณ์ลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นอย่าโกรธ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นก็มีเหตุการกระทำของเราในอดีตเป็นชาติก่อน ถ้าเราศึกษาประวัติของพระโมคลานะ พระโมคลานะเกิดในตระกูลที่ดี แล้วก็สมัยวัยรุ่นน่าจะเป็นปกติ ไม่ได้ทำความชั่วอะไรมากมาย ไม่นานก็เข้ามาในพระศาสนา มาปรารภความเพียร 7 วัน แล้วก็สำเร็จเป็นอรหันต์ เป็นอัครสาวกมือซ้าย เป็นผู้ดื้อด้านอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ช่วงสุดท้ายของชีวิตเข้าใจว่า ประมาณอายุ 80 โจร 500 คงจะมาทำลายชีวิต อยู่ดีๆโจร 500 ก็จะมาทำลายชีวิต พระโมคลานะก็รู้ล่วงหน้าแล้ว หูทิพย์ ตาทิพย์ ก็เห็นโจร500 เข้ามา ก็อธิษฐานจิตหายตัว เมื่อโจร 500 จะมาไม่เห็นตัวก็กลับไป ไม่นานมาอีก พระโมคลานะก็อธิษฐานจิต ทำตัวเหมือนแมลงวันบินหนี แล้วก็มาอีก พระโมคลานะก็อธิษฐานจิต เป็นตุ๊กแกก็ได้ โจร500 จะมาแล้ว รีบเป็นตุ๊กแกเกาะในต้นไม้ ตุ๊กแกๆ โจร500 ก็จะมาไม่เห็นพระก็กลับไป ลักษณะอย่างนี้ประมาณ 2 เดือนเขาก็กลับมาเรื่อย ๆ พระโมคลานะก็งงเหมือนกัน ทำไมไม่ใช่ครั้ง 2 ครั้ง ต่อเนื่องกันมา 2 เดือนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามพระโมคลานะก็รู้ล่วงหน้าแล้วเพราะมีตาทิพย์ ทุกครั้งก็หนีไป แต่ท่านก็พิจารณาดู ทำไมมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าพิจารณาดูตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำความชั่วอะไร ชาติสุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร แล้วก็ปกติพระโมคลานะก็ระลึกชาติได้อยู่แล้ว เป็นอัครสาวก เป็นผู้ดื้อด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ระลึกชาติได้หลายชาติ หลาย 10 ชาติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามท่านก็ตั้งใจทบทวนดูอดีต ตั้งแต่ 1 ชาติก่อน 2 ชาติ 3 ชาติ ทบทวนไปเรื่อย ๆ ๆ ถึงประมาณ 100 ชาติ ฆ่าพ่อแม่ ครั้งหนึ่ง ชาติหนึ่ง เราทำบาปหนัก ประทุษร้าย บางตำราบอกว่าไม่ถึงฆ่า บางตำราบอกว่าฆ่าพ่อแม่ บางตำราบอกว่าไม่ถึงฆ่าแต่ก็ตีพ่อแม่จนร่างกายแตกละเอียด อย่างไรก็ตามท่านก็โจร500 คงจะมารบเรานี่เอง เราเคยทำสร้างเหตุไว้ ก็พิจารณาดูอายุขัยก็ ร่างกายของเราชาตินี้ก็หมดสภาพแล้ว อย่างไรเราก็ตาย อายุ 80 สำหรับร่างกายพระพุทธเจ้าก็มหาปรินิพพานอายุ 80 พระโมคลานะก็อายุ 80 แล้วก็ถือเป็นชรา ถือเป็นหมดอายุขัย ท่านดูแล้วก็ถึงเวลาตายแล้ว ถึงไม่มีกรรมนี้ก็ตาย เพราะมีภาพกรรมแบบนี้ต้องตายแบบไม่ค่อยสวย พวกโจร500 ถึงต้องตีฆ่าอย่างนี้ พระโมคลานะก็ปล่อย ต้องรับกรรม แล้วโจรก็ไม่มีแล้ว พิจารณาแล้วอย่างแรกถึงเวลาตาย ต้องปล่อยให้โจรมาตี ก็ทำตัวนั่ง ทำตัวเหมือนง่วงนอน โจรมาแล้วเขาจะตี ๆจนตายแน่แล้วเขาก็กลับไป แต่พระโมคลานะก็เป็นอัครสาวก เมื่อโจรกลับไปแล้ว ร่างกายปรากฎเหมือนเดิม ยังไม่ได้ลาพระพุทธเจ้าก็ไปหาพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตามวันนี้เป็นวันสุดท้าย ละสังขาร พระพุทธเจ้าก็รู้เหตุการณ์ทุกอย่างแล้วก็แสดงธรรมะสังเวช ก็เป็นพระโมคลานะวันนี้จะเข้านิพพานแล้ว ต่อจากนี้ก็จะไม่มีอัครสาวกมือซ้าย หมายถึง คนที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เท่าพระโมคลานะ พระพุทธเจ้าก็ถามพระโมคลานะนิพพานที่ไหน พระโมคลานะก็ต้องอธิบาย คันธะสีละ ท่านเป็นผู้กำหนด พระพุทธเจ้าพูดทำนองว่า ภาษาของเราเรียกว่า "ใจหาย" พระพุทธเจ้าท่านก็เรียกว่า "ธรรมะสังเวช" สังเวชใจนะ พูดทำนองว่า "ต่อจากนี้ไม่มีใครแสดงธรรมเท่าท่าน" แสดงธรรมในที่นี่หมายถึงการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ พระโมคลานะก็กราบลาพระพุทธเจ้า แล้วก็เหาะขึ้นในอากาศ 7 เท่าต้นตาล แสดงอะไรให้พระพุทธเจ้าชม ลูกศิษย์เราก็เก่งนะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญสำหรับพระโมคลานะ สุดท้ายแสดง...อยู่ในอากาศแล้วก็ไป

ต้องเข้าใจว่า สิ่งที่สำคัญว่า สำหรับพระโมคลานะที่โจร500 จะมาทำอะไรก็เพราะการกระทำของตัวเอง พูดง่าย ๆ โจร500 เท่ากับตัวเองก็ได้ สมมุตถ้าเราทุกคนเล่น Internet ใช่ไหม โจร500คนใส่หน้ากากของตัวเองก็ได้ เพราะเราฆ่าพ่อแม่ เพราะการกระทำของตัวเอง เมื่อคิดได้เข้าใจอย่างนี้สมควรโกรธ ไม่มีในโลก เหตุสมควรน้อยใจ เสียใจ กลัว โกรธ ไม่มี เข้าใจพบเหตุกันจุดนี้ อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปกติหลายคนก็เสียใจ มีปัญหากับพ่อแม่ มีปัญหากับสามีภรรยา มีปัญหากับลูก มีปัญหากับหัวหน้า มีปัญหากับเพื่อนๆ หรือมีปัญหาสุขภาพกาย มีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นกับชีวิต เรายอมรับไม่ได้ นี่เป็นเหตุที่เราคิดน้อยใจ คิดเสียใจ คิดโกรธ คิดอาฆาต อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เราไม่เข้าใจ มีอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตต้องเกิด สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต้องเกิด ถ้าเราเข้าใจจุดนี้แล้วก็เข้าใจว่า ถึงแม้ว่ามีใครจะจับตัวเราแล้วเอาเลื่อยมาตัดร่างกายเราเป็น 2 ท่าน อย่าโกรธ ห้ามโกรธ ห้ามเสียใจ ถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของตัวเองเป็นเหตุ พระพุทธเจ้าก็สอนว่าปฏิบัติไม่ผิดคือ ไม่ยินดียินร้ายต่อทั้งตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ มีความหมายอันเดียวกับ ไม่ยินดียินร้ายต่อมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ นินทา สุขทุกข์ โลกธรรม 8 ฝ่ายหน้าปรารถนาก็ดี โดยเฉพาะฝ่ายไม่น่าปรารถนาเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ยินดียินร้าย อย่าหวั่นไหว ให้จิตเป็นปกติ ความหมายอันเดียวกับ อย่ายินดียินร้าย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสธรรมารมณ์ มีความหมายเดียวกับ อย่ายินดียินร้ายอย่ายึดมั่นถือมั่น กับขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจ และการปฏิบัติธรรมของเราไม่ต้องสนใจอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเกิดขึ้นแล้ว หน้าที่ของเรา เราตั้งมั่นในศีล ชีวิตในวันนี้เราก็ต้องตั้งมั่นในศีล สำรวมกาย วาจาและจิตใจเป็นศีล ศีลหยาบๆ รักษากฎหมายบ้านเมือง รักษากติกาของสังคม เมื่อเราอยู่ในเสถียรธรรมสถานก็รักษาระเบียบเป็นกิจวัตร หรือข้อห้ามต่าง ๆ เสถียรธรรมสถาน รักษาขนบธรรมเนียมที่ดีงาม รักษาศีล 5 ศีล8 ปัจจุบันนี้ เราเข้าใจว่าศีลคืออะไร รักษาดีที่สุด วันนี้ พรุ่งนี้ ทุกวัน ๆๆ ทำให้สมบูรณ์ เมื่อเราในฐานะสมบูรณ์ ในฐานะที่เป็นมนุษย์มีหน้าที่การงานของเราก็มีอยู่มีมาก ธรรมะที่พระพุทธเจ้าเจริญมากที่สุดก่อนตรัสรู้อนุตราสัมมาสัมโพธิญาณ คือ อิทธิบาท 4 เราจะทำอะไรก็ตามเมื่อเรามีธรรมะ 4 อย่างนี้แล้วก็ค่อนข้างจะสำเร็จ ใครที่เรียนหนังสือมีหน้าที่เรียนหนังสือ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก บางคนก็ค้าขาย บางคนก็เป็นข้าราชการ ชีวิตของเราก็พยายามทำอิทธิบาท 4 ให้สมบูรณ์เพื่อทำหน้าที่ของเราให้สำเร็จสิ่งที่เราตั้งใจทำ หน้าที่ของเราเพื่อจะให้สำเร็จได้ผลดีคือ ฉันทะ ความพอใจ เรียนหนังสือปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอา ความพอใจที่จะให้สำเร็จ จิตใจแน่วแน่ที่จะให้สำเร็จคือฉันทะ วิริยา ปารภความเพียร คือขยัน จิตใจจดจ่อเพื่อจะให้สำเร็จงานอันนี้ วิมังสา คือใช้ปัญญาแก้ปัญหา ถ้า 4 อย่างครบสมบูรณ์จะสำเร็จทุกอย่าง ปกติจะไม่ครบ ได้ผลดีบ้างไม่ดีบ้าง อย่างไรก็ตามหน้าที่ของเราจะครบหรือไม่ครบไม่สำคัญ "ทำดีที่สุด" อันนี้เราทำได้ หรือว่าคำ ๆ เดียว คือ "เอาใจใส่" เมื่อเรารักษาศีลและทำหน้าที่ต่าง ๆ ทำดีที่สุด เอาใจใส่ ต่อไปเป็นสันโดษ ยอมรับความจริง ผลปรากฎอย่างไรก็ยอมรับ อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควรก็มักจะมีมากมายแต่ว่าสันโดษ ยินดีในสิ่งที่ได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ทำดีที่สุดและอะไรจะเกิดขึ้น ทำใจยอมรับความจริง ชีวิตนี้สงบ หลังจากนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด สิ่งที่แน่นอนที่สุด ตายแน่ ตายแน่นอน ความแก่ อันนี้ก็ต้องแก่ เจ็บไข้ป่วย ก็มีบ้าง ใครดูแลสุขภาพดีก็อาจจะน้อย สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือตาย ชีวิตของเราก็กำลังวิ่งเข้าไปหาความตาย ความตายก็วิ่งเข้ามาหาเรา ต่างคนต่างวิ่งกัน เจอกันเมื่อไหร่ ไม่แน่ แต่หวังว่าไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ ไม่ใช่ปีหน้า ไม่ใช่ช่วง 20 ปี 30 ปี เจอกันอนาคตไกล ๆ หน่อย ๆ ก็จะดีใช่ไหม เราอยากอายุยืน แต่ไม่แน่ เพราะเรากำลังวิ่งเข้าไปหาความตาย ความตายก็วิ่งมาหาเราเจอกันที่ไหนเมื่อไหร่ เราไม่รู้ไม่แน่ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่าประมาท พิจารณาความตายทุกวัน พิจารณาทุกลมหายใจเข้า หายใจออก ชีวิตคือทำหน้าที่ในปัจจุบัน ทำดีที่สุด คือสิ่งที่เราทำได้เป็นหน้าที่ของเรา เมื่อเราเพื่อจะเป็นชีวิตของเราให้สำเร็จ แล้วก็เมื่อเราเข้าใจกรรมเก่าแล้ว พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อเรารักษาศีล เมื่อเราทำอะไรทำดีที่สุด หลังจากนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อย่าหวั่นไหว สิ่งที่สำคัญที่สุดว่า เราดูใจของเรา ชีวิตของเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้าของชีวิต การเจริญอานาปานสติเบื้องต้นคือ สติระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เพื่อรักษาสุขภาพจิตใจที่ดี อย่ายินดียินร้าย อย่าหวั่นไหว ถ้าสุขภาพใจไม่ดี ชีวิตไม่มีความสุข ถ้าเราเสียใจง่าย น้อยใจ ใจเสีย กลัว โกรธ แล้วชีวิตนี้ไม่มีความสุข อย่างน้อยที่สุด เราพยายามรู้สึกสุขภาพจิตใจที่ดี หรือว่าอย่างน้อยที่สุดเราพยายามรู้จักเมตตาความรักตัวเอง พุทธภาษิตว่า ความรักเสมอตัวไม่มี แปลว่าอย่างไร ถ้าให้อาจารย์แปล ก็ตัวเองนั่นแหละน่ารักที่สุด เคยคิดไหม ถ้าไมงง

คุณแม่ : ความรักเสมอตัวไม่มี รู้จักไหม ท่านก็บอกว่า ตัวเองน่ารักที่สุด (ต้องแปลภาษาไทยให้เขาค่ะท่านอาจารย์เจ้าขา)

ท่านอาจารย์ : ความรักเสมอตนไม่มี ความหมายอย่างไร เป็นพุทธภาษิต ถ้าให้อาจารย์แปล จริง ๆ แล้วไม่ใช่ตัวเองหน้าตาน่ารักที่สุด ไม่ใช่ จิตใจ ธรรมชาติของจิตของเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใสโดยธรรมชาติ แต่ว่าจิตใจที่เรารู้จักตั้งแต่เด็ก ๆก็ไม่ใช่ มีแต่ขี้เกียจ ฟุ้งซ่าน ง่วงนอน เบื่อหน่าย มาจากจิตใจของเราอย่างสม่ำเสมอใช่ไหม และน้อยใจ ขี้เกียจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้อิจฉา ขี้กลัว ขี้โกรธ ขี้เหนียว ขี้อวด อะไรขี้ ๆ ก็มีเยอะนะ ตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็รู้ลักษณะอย่างนี้ แม้แต่ปัจจุบันก็เหมือนกัน ใช่ไหม เริ่มเบื่อแล้วใช่ไหม เบื่อ อันนี้ไม่ใช่ว่าธรรมชาติของจิตใจของเรา จริง ๆ แล้วก็เป็นเหมือนน้ำสะอาด แต่ปกติเราก็ไม่ได้สัมผัส ก็น่าให้อภัยอยู่ เพราะตั้งแต่เกิดมาเรามักจะไม่เคยสัมผัสจิตใจที่สงบ มีความสุข อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเราปฏิบัติแล้วบางช่วงจิตใจสงบเป็นสมาธิแล้ว อันนี้แหละ เริ่มเป็นจิตใจที่สะอาดด้วยสมาธิ ด้วยอะไรก็ตาม เราสัมผัสบ่อย ๆ จิตที่เป็นประภัสสร ผ่องใสโดยธรรมชาติ เมื่อเราเป็นผู้เจริญอานาปานสติ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ปริสุตโธ จิตสะอาด สมาธิโธ จิตตั้งมั่น กัมมนิโอ คล่องแคล่ว เป็นสัมมาสมาธิ เมื่อเป็นสัมมาสมาธิแล้วก็พอเดาได้ว่าจิตใจที่เป็นผ่องใสโดยธรรมชาติ ก็มีลักษณะเป็นรสชาติความรู้สึกอย่างนี้ แล้วเราก็เปรียบเทียบว่าอารมณ์ น้อยใจ เสียใจ กลัว โกรธ ฟุ้งซ่านต่าง ๆ เมื่อเราเข้าใจจุดนี้เราก็สามารถมีกำลังใจที่จะเจริญอานาปานสติ เพื่อจะรักษาสุขภาพจิตใจที่ดี ระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ติดต่อกันต่อเนื่องกัน โดยจิตตั้งมั่น พยายามนึกถึงจิตใจที่ดี เราเคยปฏิบัติแล้วก็จิตใจที่สงบ จิตใจที่สะอาด จิตใจที่เป็นสมาธิ หรือว่าปีติสุข เราจะระลึกถึงอันนี้พร้อมกับ อันนี้เราเข้าใจว่าไม่สบายใจ ไม่สบายใจทั้งหมดนี้ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นขยะทางจิตใจ เราต้องตั้งมั่นในจุดนี้เข้าใจ ไม่สบายใจทั้งหมด ของเสียออกจากจิตใจของเรา ตัวกิเลส เป็นขยะ น้อยใจ ขี้เกียจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้กลัว ภาษาไทยก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อความรู้สึกเหล่านี้เป็นสุขภาพใจที่ไม่ดี เมื่อเรารู้สึกตัวที่ชัดเจนว่าเหล่านี้เป็นขยะทางจิตใจ สิ่งที่ต้องระวังต้องอย่าปล่อยเป็นมโนกรรม คือการคิด ๆๆ อย่าปล่อยเป็นวจีกรรม พูดด้วยวาจา อย่าปล่อยเป็นกายกรรม แสดงด้วยกาย ต้องจับหลักอันนี้ อารมณ์น้อยใจ อารมณ์เสียใจ อารมณ์กลัว อารมณ์โกรธ อารมณ์เครียด สิ่งเหล่านี้เป็นขยะทางจิตใจ ระวัง คิด พูด ทำ ถ้าเราขี้น้อยใจ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้วิตกกังวล ขี้รำคาญ อะไรก็แล้วแต่ เมื่อเรารู้สึกตัวว่านี่คือขยะทางจิตใจ ก็หัดคิดดี พูดดี ทำดี เมื่ออารมณ์น้อยใจเกิดขึ้น คิดอย่างไรเรียกว่าคิดดี จะพูดอย่างไรพูดดี จะทำอย่างไรทำดี เมื่อเรานิสัยไม่ดีเกิดขึ้นในความรู้สึก น้อยใจ เกิดขึ้นคิดดี พูดดี ทำดี ไม่ใช่ว่าเขาส่งเสริมกันใช่ไหม เราก็คิดดี พูดดี ทำดี เราก็อยู่ในเสถียรธรรมสถานก็ขยันทำนี่ ทำนุ่น คิดดี พูดดี ทำดี อันนี้ไม่พอ เมื่อเราทุกข์ใจแล้วก็คิดดี พูดดี ทำดี ไม่ใช่ตัวจริง ๆ ก็เป็นเมื่อขี้เกียจเกิดขึ้นก็คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อกระทบอารมณ์น้อยใจเกิดขึ้น คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อกลัวเกิดขึ้น คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อโกรธเกิดขึ้น ชีวิตนี้เป็นทุกข์ปัญหากับแฟน กับเพื่อน กับใครก็แล้วแต่ ทุกข์เกิดขึ้น คิดดี พูดดี ทำดี น่าเศร้าใจเพราะพ่อแม่เสียชีวิต เพื่อนรักเสียชีวิต ลูกน่ารักเสียชีวิต คิดดี พูดดี ทำดี จุดนี้สำคัญ เราต้องฝึกไว้ เราต้องหัดคิด ต้องฟังเทศน์ ฟังธรรม ต้องศึกษาตำรา ศึกษาคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้นในลักษณะต่าง ๆ เราก็สามารถ คิดดี พูดดี ทำดี ได้ไหม ถ้าทำได้ แล้วเราก็จิตใจ สติปัญญา เราพร้อมที่จะเจริญอานาปานสติ

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ปฏิบัติไม่ผิด ไม่ยินดียินร้ายต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในกายภาพทั้งกายเมื่อมีเหตุการณ์ อย่ายินดียินร้าย อย่าหวั่นไหว ผู้ปฏิบัติธรรมก็มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น โอปานยิโก น้อมเข้ามาดูจิต ดูแลรักษาจิต สติระลึกรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าจนกว่าจะเป็นหายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย ปรับปรุงลมหายใจออกยาว ๆ ถ้าเราสังเกตเมื่อเราสุขภาพไม่ดี เมื่อโรคเป็นไข้ โรคเจ็บไข้ป่วย เมื่อจิตใจไม่ดี ไม่สบายใจ หงุดหงิด น้อยใจ เสียใจ โกรธ กลัว ลมหายใจของเราสั้นเร็ว สุขภาพกายไม่ดี สุขภาพจิตใจไม่ดี ไม่สบายใจ ลมหายใจก็จะเร็วสั้น หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ทำให้ร่างกายสงบ จิตใจสงบ สุขภาพกาย สุขภาพจิตดี หายใจยาว ๆ สบาย สัตว์ที่เกิดขึ้นมีชีวิตบนโลกนี้ ชาติหนึ่งได้หายใจ จำนวนหายใจกลับเท่ากัน เข้าใจว่า 20 ล้านครั้งต่อชีวิตหนึ่ง หมายความว่า สัตว์ที่หายใจยาว ๆ ช้า ๆ อายุยืน สุขภาพกาย สุขภาพจิตจะดี ถ้าเราอยู่ที่นี่ก็ดูลมหายใจยาว ๆ ช้า ๆ ยาว ๆ เพียงเท่านี้เราพยายามหายใจออกยาว ๆ สบาย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ สบาย ๆ แล้วก็สบายกาย สบายใจ แล้วก็เกิดความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตก็อยู่ที่นั่น เมื่อเราไม่สบายใจจิตใจก็อยู่ที่ไม่สบายใจ เมื่อเราไม่สบายใจเกิดขึ้น หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ กลับไปกลับมา จนความรู้สึกตัวชัดเจน จิตก็อยู่กับลมหายใจ ไม่สบายใจหายก่อน เมื่อเราระลึกรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือการเดินจงกรมก็สติระลึกขึ้นได้ถึงการยืน เดิน นั่ง นอน สติระลึกขึ้นได้ถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก สติระลึกรู้ต่อเนื่องกัน จนรู้สึกตัวชัดเจน เมื่อนั้นไม่สบายใจก็หายไป ไม่สบายใจก็ตั้งอยู่ไม่ได้ อยู่กับลมหายใจเข้า หายใจออก พยายามทำบ่อย ๆ โดยเฉพาะคนยุคปัจจุบันนี้ อยู่กับลมหายใจที่กาย การเดิน

การเดินจงกรมง่าย ๆ เท้าขวากระทบ ซ้ายกระทบ ขวากระทบ ซ้ายกระทบ รับรู้การเดิน เดินไปเรื่อย ๆ เหยียบดิน รับรู้ไปเรื่อย ๆ และกระทบมีประโยชน์โรคซึมเศร้าหาย จะไม่เกิด ประโยชน์มาก มนุษย์ทุกวันนี้ 2020 โรคซึมเศร้าจะเพิ่มขึ้น ๆ เราไม่ตกอยู่ในกระแสนี้เดินจงกรม ในวันหนึ่ง 24 ชม. หรือตั้งใจเดินจงกรมก็ดี หรืออยู่ Office อยู่บ้าน พยายามกายทำอะไรก็ให้มีความรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอยู่ที่กาย หรือพยายามอยู่กับธรรมชาติ ดูต้นไม้ เมื่อเห็นสีเขียว สีแดง สีเหลือง สีขาว จิตสงบ เกิดเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นสีของธรรมชาติ การเห็นต้นไม้ ธรรมชาติ เพียงเท่านี้จิตของเราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน พูดถึงทำไม่รุ่นพ่อรุ่นแม่เป็นเด็ก ๆ หมายความว่า อยู่บ้าน อยู่โรงเรียนก็มีต้นไม้ กับธรรมชาติ อันนี้ช่วยจิตใจของเราอยู่กับปัจจุบันขึ้น ออกกำลังกาย ทำงาน เล่นกีฬา หรืออยู่เฉยๆ อยู่กับปัจจุบัน ต้นไม่ไม่เพิ่มกิเลส ต้นไม่สีแดง สีเหลือง สีขาว ดอกไม้เราก็รู้อยู่ว่านี่คืออนิจจังแท้ ๆ แต่ว่าก็สวยดี จิตก็กลับมาอยู่กับปัจจุบัน จิตมาอยู่กับปัจจุบันกับธรรมชาติ แล้วอยู่กับการใช้กำลังกาย ถ้าไม่ได้เดินจงกรม บริหารกาย เล่นกีฬาก็ดี จิตมาอยู่กับปัจจุบัน แล้วโรคซึมเศร้าก็ไม่เกิด เพื่อจะเป็นอนามัยโรค ทุกคนฝึกจิต อยู่กับกาย อยู่กับลมหายใจเข้าบ่อย ๆ มาก ๆ ในวันหนึ่งแล้วก็รักษาสุขภาพจิตใจที่ดี อานาปานสติ ก็แบ่งเบื้องต้นของอานาปานสติ ทำบ่อย ๆ แล้วห่างจากโรคซึมเศร้า ห่างจากโรคเครียด ห่างจากไม่สบายใจ อะไร ๆ จะเกิดขึ้นก็ตามกลับมาที่ลมหายใจ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ เป็นผู้มีเมตตา ต่อตัวเอง รักษาจิตใจให้มีความสุขทุกกรณี ทุกสถานการณ์ ทางกายอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม อย่าสนใจ เรารับรู้เฉย ๆ อย่ายินดียินร้าย ดูลมหายใจเข้า หายใจออก ดูที่ลมหายใจสงบ จิตตั้งมั่น จิตคล่องแคล่ว หรือว่ามีสัมมาสมาธิ เมื่อเราปฏิบัติแล้ว ช่วงไหนที่จิตใจเป็นสมาธิดี จิตใจของเราสะอาด ให้นึกถึง พุทธัง สรณัง คัจฉามิ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า สังคัง สรณัง คัจฉามิ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า ประยุกต์มาใช้ในชีวิตประจำวันก็ง่าย ๆ สบายใจ สรณัง คัจฉามิ สบายใจเป็นที่พึ่งที่ระลึก พยายามรักษาสบายใจเป็นปกติ เราเชื่อมั่นว่าไม่สบายใจนี้ ไม่สบายใจ ขี้เกียจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้น้อยใจ ขี้อิจฉา ขี้โกรธ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือขยะทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้น่าละอาย น่ากลัว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อเรารู้เท่าทัน สิ่งเหล่านี้ก็หายไป เราต้องเห็นความดับ ถ้าเราเป็นผู้เจริญวิปัสสนา เราต้องเห็นความดับของความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น น้อยใจเห็นความดับ สบายใจ อิจฉาเกิดขึ้น เห็นความดับ ก็สบายใจ กลัวเกิดขึ้นเห็นความดับ ก็สบายใจ เราก็เพ่งพิจารณา ความขี้เกียจ น้อยใจ เสียใจ กลัว โกรธ อะไรเกิดขึ้นก็เห็นความดับ รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ หรือว่าอาศัยลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาว ๆ รู้สติระลึกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จนสติรู้สึกตัวชัดเจน แล้วไม่สบายใจต่าง ๆ ก็หายไป ทำนองที่ว่าลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร เพื่อนที่ดี เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้น กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เพื่อจะเป็นพยายามสบายใจที่สุด เร็วที่สุด เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้น เราก็ต้องพยายามสบายใจเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ฝึกอยู่อย่างนั้น ถ้าเราทำอยู่อย่างนี้ชีวิตเราก็เปลี่ยน ฐานความทุกข์ เราสามารถมีความสุขได้ ในฐานการวิกฤติของชีวิต หรือว่าทุกข์ อันนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็ยืนยัน ตั้งแต่พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี "นิพพานัง ปรมัง สุขขัง" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ชีวิตนี้เป็นทุกข์แต่เมื่อเราเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริงที่คุณมี หมายถึง เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นทุกข์เกิดขึ้น อย่ายินดียินร้าย ดูจิต และดูแลจิตใจของเรานี้เริ่มต้นมีสุขภาพจิตใจที่ดี เริ่มต้นมีเมตตา ความรักต่อตัวเอง คือสบายใจมีความสุข การเมตตาแก่ตัวเองก็ทำความรู้สึกอยู่คนเดียวในโลก เพียงแต่ความรู้สึกไม่สบายใจก็มีอยู่ ทำอย่างไรถึงจะปล่อยวางได้ เอาง่าย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ มีสติระลึกรู้หายใจเข้า หายใจออก ติดต่อกัน ต่อเนื่องกัน แป๊บเดียวก็สบายใจ เมื่อเราสบายใจแล้วก็ระลึกถึงรักษาสบายใจเป็นปกติ

สำหรับวันนี้เราจะเข้าใจอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ และการจิตใจของเราก็พร้อมที่จะเข้าสู่อานาปานสติ ๆ คือ เป้าหมาย จริง ๆ แล้วอานาปานสติก็พัฒนาจิตใจของเรา นำจิตของเราเข้าสู่ อริยมรรค อริยผล พระนิพพาน แต่ว่าสำหรับมนุษย์ทุกคนเป้าหมายเบื้องต้นของชีวิตคือ สุขภาพจิตใจที่ดี เมตตาต่อตัวเอง หมายถึง รักษาจิตใจของตัวเองมีความสุข อย่างน้อยสำหรับวันนี้ก็เป็นการพูดยกขึ้นมาพูดเพื่อเป็นสุขภาพจิตที่ดี และทำจิตใจมีความสุข ถ้าเรารู้จักเมตตาแก่ตัวเอง ใจเรานี้มีความสุข เมื่อใจเรามีความสุข การคิด การพูด การกระทำของเรานี้คือประกอบด้วยเมตตา สัพเพสัตตาสุขิตาโหนตุ ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข เมื่อจิตใจเรามีความสุขแล้ว ตั้งแต่นั้น จะเห็นอะไร จะได้เห็นอะไร ได้กินอะไร รู้รส กายสัมผัสอย่างไร จิตใจมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรก็ตาม ประกอบด้วยเมตตา เพราะฉะนั้น เราก็พยายาม โอปานะยิโก น้อมเข้ามาใส่ตัว ดูศึกษาจิตใจของเรา พยายามปล่อยวาง ทิ้งอดีต อนาคต ของคนอื่น เมื่อเราเข้าใจปัจจุบัน เมื่อนั้นเราเข้าใจทั้งอดีตและอนาคต เมื่อเราสามารถปล่อยวางอารมณ์ในปัจจุบันได้เมื่อไหร่ ก็เป็นการปล่อยวางอดีตและอนาคต นี่คือ แนวทางที่จะเข้าสู่อริยมรรค อริยผล พระนิพพาน

สำหรับวันนี้เราก็ยกขึ้นมา ถ้าเราไม่เข้าใจจุดนี้การปฏิบัติของเราก็ไม่ก้าวหน้า บางครั้งก็ดีบ้าง อาจจะไม่ดี เข้าใจจุดนี้อาจจะไม่ต้องปฏิบัติเพราะจิตใจดี เราเป็นผู้ปฏิบัติ สุขภาพจิตใจที่ดี เราเป็นผู้มีเมตตาแก่จิตใจของตัวเองเพื่อไม่ให้เข้าใจผิด เราเป็นผู้มีเมตตาต่อจิตใจของตัวเองคือมีความสุข ขอให้ทุกคนสุขกาย สุขใจ

อ.ศิริวัฒน์ ถาม : วันนี้รู้สึกซาบซึ้งหลักการดำเนินชีวิตในการใช้อานาปานสติ พระอาจารย์ย้ำบ่อย ๆ ว่าคนเราส่วนมากจะมีความขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ในชีวิตปัจจุบันจะทำยังไงที่จะไม่ให้มีขี้ ๆ ทั้งหลาย และจะให้ขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ต่าง ๆ ของคนไทยหายได้ไวที่สุด

พระอาจารย์ : ปฏิบัติเป็นประจำในฐานะที่เป็นชาวพุทธ อย่างน้อยก่อนนอน 20 นาที ครึ่งชั่วโมง 1 ชั่วโมง หัดตาย หมายถึง หยุดคิด ทุกสิ่งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ และระลึกถึงความสบายใจ เพราะเราก็รู้ว่าไม่สบายใจไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นชัดเจนว่าไม่สบายใจนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อไม่สบายใจเป็นปฏิกูลของเรา ไม่ยึด ไม่ยินดียินร้ายต่อความรู้สึกไม่สบายใจ สติระลึกถึงความเป็นปกติ เป็นสุขภาพจิตใจที่ดี ถ้าเราตั้งมั่นระลึกถึง สบายใจสรณังคัจฉามิ สบายใจเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้าตลอด เรานึกถึงจริง ๆ แล้วธรรมชาติของจิตนี้สบายใจมีความสุขใจ ภาษาธรรมะ จิตประภัสสร ผ่องใส เป็นปกติของเรา ไม่สบายใจเป็นผิดปกติ ถ้าใครเป็นโรคซึมเศร้าก็ผิดปกติมาก ๆใช่ไหม อาการหนัก ๆ เราก็ฝึกกลับมาที่ลมหายใจบ่อย ๆ เมื่อเราสงบใจ เมื่อเราอยู่คนเดียว เมื่อเราพอมี 4-5 นาทีก็ตาม หายเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย แล้วจนกว่าจะเกิดจริง ๆ แล้วสุขภาพจิตใจดีเป็นอย่างนี้ เมื่อเรารู้ว่าสุขภาพจิตใจดีเป็นอย่างนี้ ต่อไปเราก็หายกลัว ขี้เกียจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้กลัว ภาษาธรรมก็คล้าย ๆ กับว่าสร้างห้องสุขาที่สะอาด ห้องหนึ่งเอาไว้ที่หัวใจของเรา เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้น รีบแก้ไขปรับปรุง บอกแล้วอย่าปล่อยคิด พูด ทำ ถ้าเราปล่อยคิดน้อยใจๆๆ คิดโกรธ ๆ เท่ากับว่าเราไม่มีห้องสุขาสะอาด ไม่มีห้องน้ำ ชีวิตของเราเหมือนสุนัข ...ไม่มีห้องสุขาเท่ากับขี้แตก เราต้องจัดการเรียบร้อยอย่างน้อยก็ให้จัดการระลึกอย่างเดียว น้อยใจเกิดขึ้นก็ให้ระงับ ...คิดดี พูดดี ทำดี ...ถ้าทำอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเรามีห้องสุขาสะอาด สะอาดมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม...ใครทำได้แล้วการปฏิบัติของเราก็จะก้าวหน้า ถ้าเราทำได้แล้วต่อไปเข้าสู่อานาปานสติก็อัตโนมัติอยู่กับลมหายใจเป็นปกติ ...สามารถเจริญอานาปานสติก็เจริญก้าวหน้าได้

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>