online-link
top-ny2017

ศิลปะการพัฒนาชีวิตด้วยอานาปานสติภาวนา

chayatee_23การปฏิบัติเบื้องต้น เรื่อง การสร้างจิตเงียบ

เพื่อให้การปฏิบัติเรื่องจิตตภาวนาร่วมกันมีประสิทธิภาพสมดังที่เราตั้งใจไว้ จึงจำเป็นต้องมีวินัยที่ต้องควบคุมการปฏิบัติหรือการฝึกอบรม วินัยที่เราจะต้องฝึกทุกคน ในขณะที่อยู่ในสถานที่นี้ นั่นคือ..การสร้างจิตเงียบ สร้างอย่างอื่นเราต้องลงทุนทรัพย์สินเงินทอง แต่การสร้างจิตเงียบ ไม่ต้องลงทุนวัตถุสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง แต่ต้องลงทุนความมานะพากเพียรความตั้งใจจริง ความพยายาม ต้องบังคับใจ ฉะนั้นในระหว่างที่มาอยู่ปฏิบัตินี้ เพื่อให้การพัฒนาสติและการฝึกจิตภาวนาได้ผลคุ้มค่า การที่เราอุตส่าห์มาก็ขอให้ช่วยกันสร้างจิตเงียบให้เกิดขึ้น และผู้ใดสามารถนำไปฝึกต่อไปได้ ก็ย่อมจะเกิดประโยชน์

จิตเงียบคืออะไร? ก็ขอให้เปรียบเทียบกับจิตดัง ให้ลองพิจารณาดูว่าจิตดังคืออะไร? ถ้าหากมันดังทางกาย มันดังด้วยการกระทำ เดินดังทำอะไรตึงตังส่งเสียงดัง แต่จิตที่ดังมองไม่เห็นเรา เราจึงไม่ค่อยรู้ว่าจิตมันดัง แต่เพราะมันดังตลอดเวลาจึงรบกวนเรา ดังด้วยอะไร? ดังด้วยกิเลส วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ ด้วยความโกรธ ด้วยความเกลียด อิจฉาริษยา จิตมันก็เลยดังอึกทึก วุ่นวายด้วยจิตมิจฉาทิฏฐิ ขอให้ทราบว่าในบรรดาสิ่งที่มีความเร็วมากที่สุดนั้นไม่มีอะไรเร็วเท่ากับจิต ความแล่นเร็วของจิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมันแล่นได้เร็ว จิตนี้มันไปเร็วที่สุด มันวิ่งเร็วที่สุดด้วย ความคิดที่มันวิ่งวุ่นไปโน่นไปนี่ กระสับกระส่าย แล้วมันก็หนักเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวดขมขื่นด้วยความที่ไม่ได้ดั่งใจ อึกทึกด้วยความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ จิตเงียบคือจิตที่หยุด หยุดนิ่งกระแสแห่งความคิดที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิต จะคิดก็ต่อเมื่อมันจำเป็น อันจะนำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่งาน แก่ส่วนรวม แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง นั่นจึงเป็นความคิดที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ จิตมันจึงเงียบ จิตเงียบ คือจิตที่ว่าง ว่างจากความคิด ว่างจากความวิตกกังวลที่มาทำให้จิตระส่ำระสาย มันเงียบมันสงบ มันเยือกเย็นผ่องใส ไม่กระเพื่อม นี่คือสภาพของจิตเงียบ แล้วมันจึงมีความว่าง ว่างจากการถูกรบกวนของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ นั่นคือสภาพจิตว่าง เป็นจิตที่เย็นสบาย

ลองปฏิบัติการสร้างจิตเงียบในขณะนี้แล้วจะได้ยินเสียงของธรรมชาติ ที่บอกเราอยู่ทุกขณะคือ ไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์คือ ลักษณะอันเป็นธรรมดา ๓ ประการ คือ สภาวะของอนิจจัง ความเปลี่ยนแปลง ทุกขัง ความทนได้ยาก อนัตตา ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน กิเลส กรรม วิบาก กิเลส คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากตัณหา และก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง หยุดอยู่แค่นั้นไม่ได้ ก็เกิดการกระทำแล้วก็เกิดวิบาก คือ ผลของการกระทำ ผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เหตุแห่งการกระทำนั้น เราสร้างจิตเงียบขึ้นได้ จิตนี้จะมีความว่างแล้วจะได้ยินเสียงของธรรมชาติ เฝ้าดูสังเกตให้รู้จักความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย พร้อมกับดูลงไปก็จะเห็นว่าชีวิตนี้มันวุ่นวาย มันเดือดร้อนระส่ำระสาย เป็นทุกข์ขมขื่นอยู่นี้เพราะกิเลส ก็เพราะกิเลส กรรม วิบากมันหยุดไม่ได้ แต่ถ้าหากมาฝึกการพัฒนาจิตถึงที่เมื่อใด ตัดได้ หยุดได้ในทันที เมื่อนั้นวัฏฏะของชีวิตมันหยุดขาดตรงนั้น การสร้างจิตเงียบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคุณสมบัติเป็นปัจจัยที่จำเป็นของผู้ปฏิบัติอย่างยิ่ง

เราเงียบเพื่อที่จะมีโอกาสดูข้างใน เราฝึกจิตตภาวนาเราต้องเตรียมวิธีการศึกษาชีวิตหรือวิธีการดำเนินชีวิตศึกษาข้างใน วิธีการฝึกข้างนอกโดยสิ้นเชิง เมื่อเรามาศึกษาข้างในเราหยุดความคิดที่จะต้องใช้สมองแต่เราใช้ความรู้สึก ความรู้สึกที่เราจะสัมผัสได้ สังเกตเฝ้าดูลงไปด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในที่มันเกิดขึ้นจริงๆ หยุดใช้สมองเอาพลังทั้งหมดที่มีเข้าไปดูข้างใน ดูด้วยความรู้สึกเพื่อจะได้สัมผัสกับอาการที่มันเกิดขึ้นข้างใน เป็นอาการที่มันร้อนหรือเป็นอาการของความเย็น หรืออาการของความระส่ำระสาย หรืออาการของความวิตกกังวล หยุดนิ่งไม่ได้ ตามเฝ้าดูลงไปด้วยความรู้สึก สัมผัสกับความร้อน ร้อนเพราะวิตกกังวล วุ่นวายต่างๆ นอกจากนั้นก็ดูลงไปอีกว่า เมื่อใดที่มีความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้หายไป หยุดไป และจิตนี้เป็นอย่างไร? ดูอาการที่เกิดขึ้น มันว่างโล่งไม่มีความรบกวนเกิดขึ้นเลย แล้วขณะนั้นจิตมีอาการอย่างไร? เงียบ สงบไม่มีความกระทบ มีความว่าง ว่างจากความรบกวนของโลภะ โทสะ โมหะ ความยึดมั่นถือมั่นใดๆ จ้องดูลงไปแล้วจะเห็นความว่างที่เกิดขึ้น เรานั่งกันอยู่หลายคนในธรรมศาลานี้ โปรดให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีคนเดียว ในที่พักหรือเดินอยู่ในเสถียรธรรมสถาน ก็ให้มีความรู้สึกว่ามีเราคนเดียว ไม่ต้องไปใส่ใจคนอื่น คนนั้นช่างพูด คนนั้นแต่งตัวไม่เรียบร้อย นั่นคือการดูข้างนอก พอดูข้างนอกมันเห็นอะไรถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง เราก็เปรียบเทียบ วิพากษ์วิจารณ์ หงุดหงิด ขัดเคือง แต่พอเราหยุดข้างนอกต่อให้นั่งติดกันก็รู้สึกเหมือนเราอยู่คนเดียว โดยเอาความรู้สึกย้อนดูเข้าไปข้างในแล้วเราจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรมากวน คนอื่นหายใจดังไปหน่อยเค้าจะขยับตัวเปลี่ยนท่าทาง ไม่กระทบกระเทือน เพราะขณะนั้นจิตไม่ออกไปศึกษาเฝ้าดูข้างนอกมันย้อนดูข้างใน แล้วจะเห็นความจริง เห็นด้วยตา มันจะเกิดขึ้นเองทีละน้อย นอกจากนั้นแล้วการพัฒนาจิตเงียบให้เกิดขึ้น จะเป็นการลดละกำลังความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา หรืออีกนัยหนึ่งลดละกำลังของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" ให้ลดลง แล้วความเบาสบายก็เกิดขึ้น

จิตเงียบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? การสร้างเงียบนี้จะสร้างได้อย่างไร? มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยข้างนอกหยุดพูด หยุดคุย ใช้เวลามองข้างในดูตัวเอง หยุดพูด หยุดคุย หยุดสนทนา หยุดปรับทุกข์ โปรดรักษาให้เคร่งครัด เพราะระหว่างพูดคุยกันจิตมันไปกับคำพูด ถ้าคุยสนุกสนานจิตมันก็ขึ้นๆ ลอยๆ ถ้าหากคุยกันด้วยความขัดแค้นเคืองใจจิตมันก็ตกลงมีประโยชน์อะไร เรามาฝึกจิตแล้วคุยกัน ขอได้โปรดระงับการพูดคุยถ้าผู้ใดทำได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับท่านเอง ไม่ใช่เกิดกับผู้อื่น แต่ถ้าทำไม่ได้นอกจากตัวเองไม่ได้ประโยชน์แล้วยังเป็นการเบียดเบียนผู้ปฏิบัติอื่นที่มีความตั้งใจจะอยู่เงียบ สร้างจิตเงียบเพื่อให้การปฏิบัตินี้มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น การร่วมมือของเราทุกคนในการที่จะรักษาความเงียบ สร้างจิตเงียบให้เกิดขึ้นได้นี้จำเป็น ขอเน้นว่า จิตเงียบจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ประการแรกที่สุดคือ หยุดพูด หยุดคุย หยุดใส่ใจ หยุดมองดูคนอื่น เพื่อยุติการวิพากษ์วิจารณ์วิเคราะห์การเปรียบเทียบต่างๆ นาๆ หน้าที่ของเราดูแต่ตัวเอง มีอะไรรู้สึกเคร่งครียดก็ใช้ลมหายใจเข้าไปช่วยข้างนอกหยุดพูด หยุดคุยกับคนอื่น ข้างในก็ต้องหยุดคิด ข้างนอกดูเงียบ ข้างในก็ยังดังอึกทึก และก็เป็นทุกข์ ฉะนั้นต้องตัดความคิดในขณะปฏิบัติให้ได้โดยใช้ลมหายใจด้วยการใช้คำปลอบใจเช่นนั้นเอง มันมาแล้วมันก็ไป มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับ เพื่อให้จิตเราแข็งแรง เข้มแข็ง มั่นคงที่จะอยู่กับการหยุดคิดเพื่อระงับความวิตกกังวล เพื่อยุติความระแวงสงสัย เช่น การปฏิบัตินี้มันดีหรือใช้ได้แน่หรือ ไม่ต้องสงสัยต้องทดสอบด้วยการกระทำของตนเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใครเชื่อท่าน ท่านบอกให้รู้ว่าวิธีการเป็นเช่นนี้ ลองปฏิบัติเองเห็นผลแล้วจึงเชื่อนี่คือการเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ต้องสงสัยว่าทำแล้วจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไร เพราะถ้าสงสัยเมื่อใดมันกลายเป็นอุปสรรคเพราะจิตมันไปอยู่กับการสงสัยไม่ใช่อยู่กับการปฏิบัติ หยุดความระแวงสงสัย แล้วจิตก็จะมีความว่าง มีความสงบ และมีพลังที่จะต้องดู จะต้องศึกษาแล้วจะสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี้ก็คือบทนำสู่จิตตภาวนา ซึ่งเราใช้วิธีการของการปฏิบัติจิตตภาวนาที่นี่ ด้วยอานาปานสติภาวนา

อานาปานสติ คือ การใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์ คำว่าอารมณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอารณ์ทางโลก ถ้าอารมณ์ทางโลกคือความรู้สึก ความรู้สึกดีใจ เสียใจ โกรธ อิจฉา ริษยา ไม่พอใจ นั่นอารมณ์ทางโลก แต่อารมณ์ที่บอกว่าเราใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์ หมายความว่าเป็นเครื่องกำหนดทุกลมหายใจเข้า-ออก ทุกขณะที่หายใจเข้าก็รู้ลมหายใจเข้า รู้ไม่ใช่คิด ไม่ใช่คิดว่าลมหายใจกำลังเข้าแต่รู้สึกได้สัมผัสด้วยใจข้างในว่า "นี่ลมหายใจกำลังเข้านะ" สัมผัสกับความเคลื่อนไหวที่กำลังเข้ามาและก็รู้ลมหายใจออกทุกขณะ นี่คือการเอาลมหายใจเป็นอารมณ์ หมายความว่า ทุกขณะที่กำลังลืมตาอยู่ หายใจอยู่ จะไม่นึกอื่นใด นอกจากอยู่กับลมหายใจ เรียกว่าเอาลมหายใจเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นเรายังไม่มีเวลาขึ้นอานาปานสติโดยตรง ก็ขอให้ใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์ คือรู้ลมหายใจทุกขณะไม่ว่านั่ง ยืน เดิน หรือ นอน หรือจะไปรับประทานอาหาร อาบน้ำ ซักผ้า ทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ จงโปรดรู้มันทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก แล้วความรู้สึกตัวทั่วพร้อมค่อยเกิดขึ้นใจจิตทีละน้อยๆ นั่นแหละเรียกว่าจิตที่มีสติ ฉะนั้น จงเคลื่อนไหวเปลี่ยนอิริยาบทช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แล้วก็รู้ลมหายใจทุกขณะแล้วก็หยุดความสนใจกับเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติ จงสนใจข้างในของตนเท่านั้น แล้วประโยชน์จะเกิดขึ้น

รัญจวน อินทรกำแหง

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>