online-link
top-70years

เมื่อฉันได้มาภาวนา

ana-pix_046

เวลา 5 ทุ่มเศษ ในมุมหนึ่งบน ชั้น 3 อาคาร B สาวิกาสิกขาลัย นอกจากตัวเองแล้ว ก็ไม่มีใครอยู่ด้วยเลย  แล้วอายตนะทั้งหลายก็เริ่มทำงาน หูเริ่มโฟกัสกับเสียงที่ได้ยิน คือ เสียงน้ำที่หยดลงมาจากดาดฟ้ากระทบกับน้ำในบ่อบัว เสียงจั๊กจั่นที่ดังกระหึ่มทั่วตึก เสียงรถที่วิ่งผ่านซอยวัชรพลเป็นระยะๆ เสียงจ๊อกแจ๊ก ๆ บริเวณรอบ ๆ  ตาก็เริ่มมองไปทางโน้นที ทางนี้ที หันซ้าย หันขวา หันหน้า หันหลังอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาสัก 10 นาทีได้ ยุงเริ่มกัดเป็นระยะ ๆ และในขณะเดียวกันจิต (ที่เป็นอกุศล) มันเริ่มทำงานแล้ว...ความกลัว ความกังวล ความไม่มั่นใจ และอีกมากมายเริ่มเกิดขึ้น จึงตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะไหวมั้ยเนี้ยะ จะอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีใครเลยอย่างนี้  จะทำยังไงดี  ผุดลุก ผุดนั่ง อยู่อย่างนั้นอาการเหล่านี้ก็ยังไม่หาย แล้วความง่วงก็เริ่มเดินเข้ามาหาในเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ จนในที่สุดก็ต้องงัดโยคะในท่าที่ถนัดที่สุด คือ ศพอาสนะเข้ามาช่วยและใช้อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง
เวลาผ่านมาถึงตี 2 ครึ่ง เมื่อต้องผยุงสรีระร่างกายตัวเองลุกขึ้นนั่ง สังเกตใจตัวเองขณะนั้นความคิดเดิมที่เกิดขึ้นมันหายไป แต่ความคิดใหม่เริ่มเข้ามาอีกแล้ว นั่นก็คือการบอกตัวเองว่าเราน่าจะทำอะไรมากกว่าการนั่งอยู่แค่ตรงนี้ ทำไมไม่ขึ้นไปบนดาดฟ้าล่ะ ไปดูสิว่าตอนนี้ดาดฟ้าบรรยากาศเป็นอย่างไร ทำไมไม่เดินไปที่ นทีศรีทันดรล่ะ แล้วในที่สุดก็ได้ทำอย่างที่คิด และทำให้รู้ว่า ค่ำคืนแห่งการภาวนาที่เยี่ยมยอดที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อฉันได้เดินขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า ภาพที่ฉันเห็น ที่ปรากฎอยู่ต่อหน้า คือความงดงามของสถานที่  ที่มีอิทธิพลต่อภายในใจของฉัน สิ่งที่เห็นทำให้ฉันตื่นจากอาการง่วงหงาวหาวนอน นอกจากแสงไฟที่ส่ององค์อริยตาราแล้ว ความสว่างของดวงจันทร์ ดวงดาวที่กระพริบอยู่บนฟ้าที่แม้จะมีเพียงแค่ 1 ดวง ดาวดวงนั้นก็ยังคงทำงานต่อไป ทำให้ใจของฉัน มันเริ่มตื่น  
ความเหนื่อยล้า ความกลัว ความระแวง ความง่วง มันเสื่อมถอยคลายคลืน เหมือนดังที่พระพุทธองค์ท่านทรงสอนไว้ในขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ “ผู้เอาตัวรอดได้เพราะสังวรด้วยความรู้” ทุกอย่างมันคลายคลืนเมื่อฉันเห็นว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอาการที่เรียกว่าสุขเวทนา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันกล้าที่จะเดินสำรวจกายสำรวจใจด้วยตัวเองต่อไป จากเพียงแค่นั่งมอง กล้า ๆ กลัว ๆ ว่าจะเดินไปดีหรือไม่เดินไปดี ในที่สุด ฉันก็ชนะความคิดนั้น และเสี้ยวเวลาหนึ่งที่ทำให้ฉันได้ย้อนกลับนึกถึงภาพตั้งแต่เริ่มต้นการก่อสร้างอาคารนี้ ตั้งแต่รื้อถอนอาคารเดิม การเริ่มขุดดิน ลงเสา ถมดิน เกลี่ยดิน และทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นจนเป็นอาคาร ณ ปัจจุบัน  จิตที่ได้ตั้งใจอนุโมทนากับผู้อยู่เบื้องหลังทุกคน นับตั้งแต่คุณแม่ (ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต) ที่ท่านได้ตัดสินใจสร้างอาคารนี้ , พี่สมชาย (นายรากหญ้า)ที่คอยดูแล จัดการ ทำงานไปแก้ปัญหาไปทุกอย่าง ๆ ไม่ขุ่นมัว, คนงานนับร้อยชีวิตที่ได้มีส่วนร่วมสร้างอาคารนี้ (เท่าที่จะจำหน้าได้)
ทันใดนั้น เสียงระฆังจากธรรมศาลาดังขึ้น ในเวลาตี 4  ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องตื่นขึ้นและลุกขึ้นมาภาวนากับการสวดมนต์ทำวัตรเช้าร่วมกันในตอนตี 5  ความปีติยังคงเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ และถามตัวเองว่า อาคารนี้สำเร็จได้อย่างไร ทุกอย่างผ่านมาได้อย่างไร และการที่เรานั่งอยู่คนเดียวทั้งคืนนั้นมันผ่านมาได้อย่างไร คำตอบที่ได้นั่นก็คือ “ใจ” ที่อดทน  ต่อสู้ พิสูจน์ ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น “ใจ” ที่ไม่ยอมแพ้และไม่ท้อถอยกับอะไรง่าย ๆ และ“ใจ” ที่ต้องกล้าบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเท่ากับความคิดของตัวเองอีกแล้ว” เป็นดั่งคำของคุณแม่ที่ท่านได้สอนไว้จริงๆ
ขอบคุณค่ำคืนนี้   แม้จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองได้มาอยู่ที่นี่คนเดียว แต่นั่นไม่ใช่เป็นความบังเอิญแน่นอน  กราบขอบพระคุณคุณแม่ที่ท่านให้โอกาส ขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลังทุกคน ถึงแม้จะไม่ได้นั่งหลับตา (เพราะไม่กล้า) บนอาคารนี้ แต่ก็รู้ว่าการปฏิบัติภาวนาไม่ได้หมายความว่า วิธีที่เราจะสามารถเรียนรู้อาการของจิตได้ แค่จะต้องนั่งหลับตาเท่านั้น  ทุกสิ่งที่ฉันได้สัมผัส...ได้เรียนรู้ในค่ำคืนนี้ ที่เป็นคืนวันแม่ที่วิเศษที่สุด กุศลใดที่ลูกได้ทำมาแล้วนั้นขอมอบให้แม่ผู้เป็นที่รักยิ่ง และฉันก็เข้าใจว่า นี่คือ รางวัลที่องค์อริยตาราท่านได้มอบให้แก่ฉัน...ขออนุโมทนา
หยดน้ำ

เร้ากุศลย้อนหลัง

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>