online-link
top-ny2017

ธรรมชาติบำบัด...เพื่อชีวิตเป็นสุข

nature_001โลก คือ กายและใจของเรา หากเรามองโลกอย่างที่โลกเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล เราจะเห็นว่าไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ใจของเราจะไม่ทุกข์ และถ้าเราอยู่กับโลกอย่างเหนือโลก เราจะพบกับอิสระอย่างแท้จริง

โรค คือ กายและใจของเรา หากเรามองโรคอย่างที่โรคเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล ร่ายกายที่เจ็บป่วยจะไม่ใช่ปัญหาของเรา และจิตของเราก็จะเป็นอิสระ แต่วิธีการนี้ต้องควบคู่ไปกับการเยียวยาร่างกายของเราด้วย และธรรมชาติบำบัดก็เป็นหนึ่งในทางเลือก

ธรรมะจากท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่พูดกับผู้ที่เข้ามาอบรมคอร์ส “ธรรมชาติบำบัด...เพื่อชีวิตเป็นสุข” ในเสถียรธรรมสถาน

 

ธรรมชาติบำบัด คือ ศิลปะแห่งการเยียวยา การดูแลตนเอง และความเป็นอยู่ให้เกิดความสมดุล ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ คนเราทุกคนพึงใช้ปัญญา จิตสำนึกในการสังเกตตัวเองและควรเปิดโอกาสให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเอง ด้วยการเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว คือ การบริโภค โดยเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด และมีพลังชีวิต เพื่อให้ร่างกายกลับมามีพลังในการเยียวยาตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่แสวงหาหรือเปิดโอกาสให้พิษที่มีผลไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจเข้าสู่ร่างกาย หมั่นออกกำลังกาย ฝึกโยคะ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ และอาศัยความเพียรในการปรับวิถีชีวิตความเคยชินเก่าๆ เพื่อชีวิตใหม่ที่สดใส แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

ที่สำคัญ...จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่า ร่างกายของเราเป็นหมอที่เก่งที่สุด

ทุกคนต้องเคยได้ยินธรรมะบทนี้ อโร คยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมชาติที่ทุกคนต้องพบเจอ หนีไม่พ้น ดังพระพุทธปัจฉิมวาจา...”วย ธมฺมา สงฺขารา อุปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา จงทำกิจทั้งปวงให้ถึงพรอันด้วยความไม่ประมาท ความไม่ประมาทจะทำให้เราทุกคนระมัดระวัง จะทำให้ทุกข์น้อยลง การดูแลกายและจิตของตัวเองเป็นสิ่งที่ต้องไปคู่กัน เนื่องจากกายและจิตเป็นของคู่ที่แยกกันไม่ออก

เมื่อกาย                  สบาย                จิต          สบาย

เมื่อกาย                  ป่วย                  จิต          ป่วย

เมื่อจิต                   สบาย                กาย         สบาย

เมื่อจิต                   ป่วย                  กาย         ป่วย

เสถียรธรรมสถานเป็นชุมชน เป็นสถานที่ที่มีปณิธานการทำงานด้วยความกตัญญู เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติ โดยมีพุทธธรรมเป็นรากฐาน ทำงานสร้างชีวิตตั้งแต่ปฏิสนธิจิต จนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ โดยการสร้างธรรมชาติให้สัปปายะ เกื้อกูลให้คนทุกเพศ ทุกวัยได้มีโอกาสศักยภาพปฏิบัติธรรม รู้ธรรม อันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ที่ทำให้เกิดพุทธิภาวะ “รู้ ตื่น เบิกบาน” ทุกคนมีโอกาสอยู่บนเส้นทางแห่ง “อริยะ” ธรรมชาติบำบัด “ธรรมาศรม” เป็นหนึ่งในวิถีชีวิต ที่ทุกคนควรมีโอกาส เฝ้าระวัง ดูแล “กาย” ด้วยขบวนการของธรรมชาติ อย่างไม่ประมาท ร่างกายมนุษย์เป็นแหล่งธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีองค์ประกอบของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

ดิน ของแข็งในร่างกายตลอดจนกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ เป็นธาตุดิน

น้ำ  ของเหลวทุกชนิดภายในร่างกาย  เป็นธาตุน้ำ

ไฟ อุณหภูมิ ความร้อน เป็นธาตุไฟ

ลม ลมหายใจ แก๊สตามช่องว่างในร่างกาย เป็นธาตุลม

เมื่อมีความสมดุลของธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย จะพบว่าร่างกายก็จะไม่เจ็บป่วย แต่องค์ประกอบภายนอกก็มีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งรุมเร้าต่างๆ สิ่งประกอบภายนอก อาทิเช่น

อาหาร เป็นสิ่งที่จำเป็นในการให้พลัง การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พอเพียง จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่มพลังชีวิต

อากาศ อากาศที่บริสุทธิ์ จะช่วยให้ขบวนการทางระบบหายใจสะอาด สะดวก ระบบการสูบฉีด การฟอกของเสีย การขับถ่ายของเสีย

ออกกำลังกาย การออกกำลังกาย เป็นการปลดปล่อยของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อ เป็นการทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นการปรับขบวนการของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยะต่างๆ ในร่างกาย

อารมณ์ การมีอารมณ์ดี คิดสิ่งดี ทำสิ่งดี จิตใจจะอิ่มเอิบ สารสุขในร่างกายก็จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ จิตเป็นสุข กายก็สบาย

โดยธรรมชาติร่างกายของคนเรามีขบวนการ มีระบบที่เกื้อกูล มีการรับเข้า มีการถ่ายออก ถ้าขบวนการนั้นๆ สมดุล ทุกคนก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความพร้อมต่อการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่จะแทรกแซงสู่ร่างกาย แต่ถ้าเราประมาทไม่ระมัดระวัง ขาดการเฝ้าสังเกตร่างกายก็อาจจะได้รับผลกระทบ จากความไม่สมดุลภายในที่มีการสะสมสิ่งแปลกปลอมอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับอันตรายจากภายนอกได้

การนำธรรมะหรือธรรมชาติมาใช้ในชีวิตประจำวัน จึงควรเป็นเป้าหมายหลักที่ทุกคนพึงพิจารณาสำหรับตนเอง มาเรียนรู้ธรรมชาติของคนที่มีช่องทางการสื่อสาร ๖ ช่องทาง และก็มีช่องทางการถ่ายเทของเสียออกจากร่างกาย ๖ ช่องทางด้วย

ช่องทาง ทางตา ทำให้ได้รับรู้ ได้เห็น สิ่งที่ทั้งดีงามและสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ถูกขับออกทางตา คือ ขี้ตา

ช่องทาง ทางหู  ทำให้รับรู้ด้วยการได้ยิน สิ่งที่ถูกขับออกทางหู ได้แก่ ขี้หู

ช่องทาง ทางจมูก ทำให้รับรู้ด้วยการได้กลิ่น สิ่งที่ถูกขับออกทางจมูก ได้แก่ ขี้มูก (น้ำมูก)

ช่องทาง ทางลิ้น ทำให้ได้รับรู้รสต่างๆ ช่องทางการขับออกทางปาก ได้แก่ ขี้ฟัน อาเจียน เสมหะ

ช่องทาง ทางกาย ผิวหนังจะรับรู้ความรู้สึกหนาว ร้อน อ่อน ตึง การขับถ่ายทางกาย ได้แก่เหงื่อ ขี้ไคล

ช่องทาง ทางใจ การรับรู้ทุกช่องทางจะไปแสดงที่ใจทุกช่องทาง จึงมีคำที่กล่าวว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ร่างกายของมนุษย์ หนึ่งคนเป็นหมอที่มีความเก่ง ด้วยตัวของตัวเอง ด้วยความสมดุลของร่างกาย ตามธรรมชาติ มีอยู่ เป็นอยู่ แต่เมื่อไรที่ขาดความสมดุล ก็จะพบกับทุกข์ทางกาย เป็นอาการทางกายที่แสดงให้คนต้องหันกับมาทบทวนขบวนการของตัวเอง ถ้าเราปล่อยปละละเลย ก็จะเกิดการสะสมทำให้ภาวะอาการที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพึ่งพาการรักษาจากภายนอก จากขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ต่อไป (ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ราไม่ต้องพึ่งพาการรักษาทางการแพทย์) จะเห็นได้ว่า วิวัฒนาการของเชื้อโรคต่างๆ ก็เป็นเพราะความไม่สมดุล

ธรรมชาติบำบัด เป็นการดูแลตัวเองโดยขบวนการที่เฝ้าสังเกตทุกอย่าง อย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราจะนำหลักธรรมในโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นหัวใจสำคัญที่นำมาใช้กับธรรมชาติบำบัดได้ดังนี้

ประการแรก คือ การไม่ทำชั่วทั้งปวง หยุดอกุศลทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าเราประยุกต์กับธรรมชาติบำบัดนั้น หมายถึง การไม่นำสิ่งที่เป็นโทษหรือของไม่มีประโยชน์เข้าไปสู่ร่างกาย

ประการที่สอง คือ การเพียรทำความดีให้เพิ่มขึ้น โดยหลักธรรมชาติบำบัด หมายถึง การเพิ่มสิ่งดีเข้าไปสู่ร่างกาย

ประการที่สาม คือ การทำจิตให้ขาวรอบ การนำจิตให้สงบเย็น และเป็นประโยชน์

ธรรมะ ๓ ข้อแรกในโอวาทปาติโมกข์ สามารถนำมาประยุกต์กับพฤติกรรมการเป็นอยู่หลับนอนของคนๆ หนึ่ง ที่สามารถทำให้ทุกข์น้อยลง อยู่เป็นสุขขึ้น ร่างกายเราเป็นเหมือนห้องทดลองทางธรรมชาติ ที่ดีที่สุด และมีตัวเราเองเป็นนักทดลอง เราลองมาทดลองเป็นนักทดลอง ขั้นพื้นฐานกันเลยดีไหมคะ คนเราต้อง กิน อยู่ หลับ นอน ขับถ่าย เมื่อหิว ก็ต้อง กิน กินเพื่ออิ่มพอดี ก็จะได้ประโยชน์ ถ้ากินแบบโลภ กินอย่างตามใจปาก กินจนมากเกิน ก็จะเป็นโทษ จะอึดอัด อวัยวะในระบบการย่อยก็ทำงานมากเกินเหตุ การทำงานมากเกินก็จะทำให้ล้า เพลีย นี่เป็นตัวอย่าง จากการกิน ถ้าเราเฝ้าสังเกต ระมัดระวังไม่ประมาท เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ อาหารสดมีพลังชีวิต ก็จะช่วยเสริมสร้างพลังชีวิตในตัวเราเป็นอย่างดี (เราจะได้ศึกษารายละเอียดในการรับประทานอาหารกันต่อๆ ไป)

ด้วยการเริ่มต้นการทำงาน ธรรมชาติบำบัด...เพื่อชีวิตเป็นสุข โดยการเชิญในธรรมชาติบำบัด คือ ดร.เจค็อบ วาทักกันเชรี มาให้องค์ความรู้ และดูแลผู้ที่สนใจ ครั้งแรกในเดือน เมษายน ปี พ.ศ.๒๕๕๐ เสถียรธรรมสถานได้อาสาสมัครจิตสาธารณะท่านหนึ่ง คือ คุณอู่ (ชัญญา เศรษฐบุตร) ผู้ที่มีความมุ่งมั่นดูแลตัวเองให้พ้นจากโรคที่รุมเร้า ด้วยวิธีการธรรมชาติบำบัด จนสามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี ทั้งยังได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง เป็นการอุทิศงานเพื่อเป็นพุทธบูชา เพื่อให้เกิดประโยชน์และความสุข เป็นการพ้นทุกข์ร่วมกัน เรามาทำความรู้จักกับคุณอู่ต่อไป

จากบทสัมภาษณ์ ต้นกล้าอาสาสมัคร โดยถมทอง ทองนอกในนิตยสาร “สาวิกา” ฉบับที่ 87 พฤษภาคม ๒๕๕๒

calendar_naturalhealth-60

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>