online-link
top-ny2017

สร้างสมาธิ ด้วยศิลปะแห่งสติ

สร้างสมาธิด้วยศิลปะแห่งสติ “ลูกไม่มีสมาธิ...ที่นี่มีสอนนั่งสมาธิสำหรับเด็กไหม?” เป็นเสียงตามสายโทรศัพท์ที่  ‘เสถียรธรรมสถาน’ ได้รับทุกวัน บ่งบอกถึงความทุกข์ของพ่อแม่สมัยนี้  แต่ขณะเดียวกันก็บ่งบอกถึงความไม่เข้าใจในคำว่า “สมาธิ” โดยเฉพาะสมาธิในวัยเด็ก คุณยายจ๋าหรือท่านแม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต จะเตือนสติพ่อแม่เสมอว่า

“เด็กเป็นวัยที่มีพลังชีวิตสูง เขาจึงต้องเคลื่อนไหว ลูกไม่ได้มานอนเฉยๆให้เราเลี้ยง  แต่เขามาเพื่อทดสอบว่าพ่อแม่มีความอดทนมากเพียงใด  และคนที่อดทนกับเขาที่สุดจะเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุดเมื่อโตขึ้น”  ทำให้ฉันระลึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเพิ่งอ่านให้ลูกสาววัย ๖ ขวบฟัง เป็นเรื่องการฝึกม้า  “ความกรุณาและความอดทน  จึงจะเปลี่ยนม้าป่าแสนพยศให้เป็นม้าสง่างามที่ยอมฟังคำสั่งได้”  ช่างเหมือนกับการเลี้ยงลูกเสียจริง กว่าจะฝึกเด็กหนึ่งคนให้มีวินัยในการใช้ชีวิต และไว้ใจเราพอที่จะฟังคำสอนของเรา พ่อแม่ต้องมีทั้งความกรุณาและความอดทนอย่างที่คุณยายจ๋าเตือนสติไว้

ส่วนเรื่อง ‘สมาธิ’ คุณยายจ๋าก็เตือนไว้เช่นกันว่า “อย่าเริ่มโดยการบังคับให้เด็ก “นั่งนิ่งๆ” เพราะการ “นั่งสมาธิ”  เป็นเพียงหนึ่งรูปแบบของการฝึกสมาธิ  และเด็กน้อยคนจะทำได้ เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติของเด็กๆ” (พูดตามตรง  พ่อแม่ส่วนมากก็ยังทำไม่ค่อยได้เลย) แต่หากพ่อแม่เข้าใจความหมายของสมาธิอย่างถูกต้องว่าคือ “สมาธิ คือ การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ”(จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) สมาธิไม่ใช่มีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น  แต่เป็นภูมิปัญญาสากลของมนุษย์ในการรู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของจิตทีเดียวและมีเทคนิควิธีที่หลากหลายมาก ในทางวิทยาศาสตร์ยังพบว่าคลื่นสมองในระดับความถี่ 8-12 รอบต่อวินาที ที่เรียกว่า “คลื่นอัลฟ่า”  นั้นคือช่วงที่สมองพักผ่อนหรือกำลังมีสมาธิ  มีผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว... แล้วทำอย่างไรล่ะ ลูกแสนซนของเราจึงจะเป็นเด็กที่มีสมาธิได้

ที่เสถียรธรรมสถานจึงมีกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ทุกวันอาทิตย์ที่ ๓ ของเดือน  เพื่อสาธิตให้พ่อแม่เห็นว่า สมาธิของลูกเกิดได้ไม่ยาก หากเราเฝ้าสังเกตถึงความสนใจของลูก แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือ  หรือในภาษาธรรมเรียกว่าเป็น ‘ฐานแห่งการภาวนา’  เช่น เด็กบางคนสนใจกับการทำงานที่ใช้นิ้วมือเล็กๆ ตัดโน่น แปะนี่  เย็บนั่น ระบายสีนี่ เด็กบางคนสนใจการทดลองกับของเล่นธรรมชาติพวกดิน หิน ทราย น้ำ  ใบไม้ใบหญ้า เด็กบางคนสนใจกับเสียงดนตรีและจังหวะการเคลื่อนไหว อะไรก็ตามที่ทำให้เขาอยู่กับสิ่งนั้นได้นานผ่านการเล่น    เขาทำได้นานเพราะเขามีความสุข  เมื่อมีความสุขที่จะทำ(ฉันทะ)   จิตใจก็จดจ่อต่อเนื่อง   ลมหายใจที่เคยลุกลี้ลุกลนกับสิ่งเร้าภายนอก  ก็เริ่มผ่อนคลายสู่จังหวะที่สงบเย็น... นั่นแหละ ! สมาธิได้เกิดขึ้นแล้ว

ผลของสมาธิก็ทำให้จิตสงบพอจะใคร่ครวญเชื่อมโยงปรากฎการณ์ธรรมชาติ  จนเกิดปัญญาตามมา... ว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลของปรากฎการณ์ต่างๆ  และการเฝ้าสังเกตที่พุทธศาสนาสอนนี้ก็เป็นทักษะพื้นฐานของการคิดอย่างวิทยาศาสตร์นั่นเอง (เหมือนตอน ‘อาร์คีมีดิส’ นักวิทยาศาสตร์กรีกโบราณ        ขบคิดปัญหาเรื่องน้ำหนักของวัตถุจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก  แต่ตอนสบายๆไม่คิดอะไร  อาบน้ำดีกว่าเรา และแล้วขณะที่เขากำลังก้าวลงอ่างอาบน้ำแล้วเห็นว่าน้ำล้นออกมา ทำให้เขาตะโกนด้วยความดีใจว่า ‘ยูเรก้า’แปลว่า ฉันรู้แล้ว ...เป็นการค้นพบที่กลายเป็นทฤษฎีเรื่องความถ่วงจำเพาะของวัตถุในกาลต่อมา...ลูกๆของเราอาจจะกำลังยูเรก้าขณะเล่นฟองสบู่อยู่ก็ได้นะ)

การที่เด็กได้เฝ้าสังเกตและทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า  จนเห็นทั้งกระบวนการของสิ่งหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้นจนกลายเป็นผลงานสักชิ้น  ผลคือความภูมิใจและความมั่นใจว่า “หนูทำได้” และรู้ด้วยว่า “ทำอย่างไร” แต่สิ่งมักพบเห็น(แม้แต่ที่เสถียรธรรมสถาน)  ก็คือ “เสร็จหรือยังลูก”  “ทำแบบนี้สิ”  “อย่าทำสีเลอะนะ”  อะไรทำนองนี้  ที่ล้วนแต่นอกจากจะทำลายความมั่นใจของลูกแล้ว  ยังทำลายสมาธิที่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง  เพราะลูกก็จะพาลหงุดหงิดเสียก่อน

ด้วยความที่พ่อแม่มักเข้าใจสิ่งนี้คลาดเคลื่อนไป แม้แต่พ่อแม่ที่มีพื้นฐานการปฏิบัติธรรมมา พอมีลูกก็ยังต้องการเทคนิคว่า จะสอนลูกอย่างไรถ้าไม่ใช้รูปแบบที่ตัวเองเคยปฏิบัติมา เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม  สวดมนต์

ในโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์  ซึ่งเป็นโครงการสำหรับครอบครัวที่กำลังตั้งครรภ์ จึงเริ่มสอนพ่อแม่ให้พ่อแม่เป็นครูของลูกได้ตั้งแต่ในครรภ์เลยทีเดียว  โดยให้พ่อแม่ได้มีประสบการณ์ตรงเรื่องสมาธิ ด้วยการมีสติอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ  หางานให้ตัวเองทำแทนที่จะปล่อยความคิดให้ฟุ้งไป งานภายนอกอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นได้คือ  “ศิลปะ” ส่วนงานภายในคือการเฝ้าสังเกตอารมณ์ตนเองในขณะทำงานนั้น   จะเป็นพื้นฐานของการเฝ้าสังเกตลูกต่อไป

กิจกรรมสร้างสมาธิด้วยศิลปะแห่งสติที่ใช้มีหลากหลาย เช่น  ภาวนากับบทเพลงแห่งสติในอัลบัม “ชมสวน” พาพ่อแม่และลูกในครรภ์เคลื่อนไหวไปด้วยกันอย่างช้าๆและมั่นคง ภาวนากับระบำจิตประภัสสร เป็นเทคนิคระบำบำบัดที่ทำให้พ่อแม่ผลัดกันนำผลัดกันตามโดยปราศจากคำพูด ภาวนากับระฆังแห่งสติ  เป็นกิจกรรมกลุ่มที่ชวนสร้างสมาธิด้วยการนับลมหายใจเข้าออก และสร้างคลื่นเสียงแห่งความสงบร่วมกัน ภาวนากับของขวัญฝีมือพ่อแม่  เป็นการใช้งานเย็บปักถักร้อยทำของใช้ให้ลูกแรกเกิด เป็นการทำที่ไม่รอสุขเมื่อเสร็จหรือสุขเมื่อสวย แต่ทำด้วยความสุขทุกฝีเข็มของพ่อแม่  เช่น  ตุ๊กตาตัวแรกของลูก   หมอนนุ่มฝันดี  โมบายนางฟ้า

ซึ่งทุกกิจกรรมอยู่ภายใต้แนวคิดของ “สมาธิแบบกายเคลื่อนไหว...ใจตั้งมั่น”  ซึ่งใช้ได้ทั้งเพื่อตัวพ่อแม่เองและลูกที่จะเกิดมา  เพราะลูกเรียนรู้โลกจากการเลียนแบบเหมือนที่ว่าไว้ในทฤษฎี “เซลล์กระจกเงา”  เมื่อพ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก  หากกิจกรรมสร้างสมาธิด้วยศิลปะแห่งสติเหล่านี้  อยู่ในวิถีชีวิตของพ่อแม่  ลูกจะทำตามเองโดยไม่ต้องสอน และพ่อแม่เองก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหากิจกรรมแห่งสติที่จะทำให้ ตัวเองได้มีเวลาพักผ่อนจิตใจให้สงบจากภาระหน้าที่แสนหนักทุกวัน  เพราะหากพ่อแม่เคยชินที่จะพักผ่อนด้วยการดูโทรทัศน์  เล่นเกมคอมพิวเตอร์  เที่ยวกลางคืน... แล้วเมื่อนั้นก็คงยากที่จะไม่ให้ลูกติดทีวีติดเกมติดเพื่อน.... มามีความสุขทุกวัน ด้วยการใช้ศิลปะเตือนให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจแห่งสติกันเถอะค่ะ

 

ติดต่อ เสถียรธรรมสถาน

logo

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๓ ถนนวัชรพล รามอินทรา ๕๕ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697, 091-831-2294

โทรสาร 02-519-4633

E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

แผนที่สถานที่ตั้งเสถียรธรรมสถาน

เนื่องด้วยเสถียรธรรมสถานไม่สะดวกในเรื่องสถานที่จอดรถ ขอความกรุณาให้ท่านใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะในการเดินทาง ธรรมขอบพระคุณ

?>