EN / TH
การเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย

แปร ‘พลังแห่งการเยียวยา’
เป็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลง’

                ความเจ็บป่วยเป็นความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ หากแต่เมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้น บางคนอาจจะจมอยู่ในกองทุกข์ ส่วนบางคนได้เรียนรู้ที่จะใช้ความทุกข์จากความเจ็บป่วยเป็นครูสู่การพัฒนาสติปัญญา สามารถเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยที่โชคดีที่สามารถพ้นทุกข์ทางใจได้
                และด้วยกรุณาจากหัวใจและความตั้งใจมั่นที่จะทำงานตามพุทธประสงค์ที่ว่า “การดูแลผู้ป่วยคือการดูแลเรา...ตถาคต” ทำให้ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ทุ่มเทและอุทิศแรงกายแรงใจทำงานนำธรรมะออกมาเยียวยาสังคมอย่างผู้รับใช้ เพื่อชีวิตที่สงบเย็นและเป็นสุขสำหรับคนทุกช่วงวัยตั้งแต่เกิดจนตาย เริ่มต้นจากงานจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ถึงการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่เป็นการใช้โอกาสแห่งทุกข์จากความเจ็บป่วยเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นสะพานสานสายใยอันงดงามแห่งความรักและความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นหัวใจแห่งการเยียวยา
                งานเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น ส่วนหนึ่งดำเนินไปพร้อมกับการบรรยายธรรมในเส้นทางการเคลื่อนไปของพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา พระผู้เป็นเลิศแห่งปัญญาและการเยียวยา เพื่อให้ผู้คนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้เคารพสักการะ และการแสดงธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ร่วมกับการให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจโพธิสัตว์แก่บุคลากรด้านการแพทย์และพยาบาล และอีกส่วนหนึ่งคือการไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ป่วย ให้ความรู้แก่ญาติหรือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาตามแนวทางของนวัตกรรมการสร้างมนุษยชาติที่ได้ภาวนาไปกับการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความรักและความเข้าใจ เพราะจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ กว่า 400 สถานที่ เป็นโรงพยาบาลกว่า 200 แห่งในเกือบ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ได้สัมผัสและสื่อสารกับผู้ป่วยมากมาย ในมุมมองของท่านจึงเห็นว่า
                “สำหรับชาวพุทธ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นงานชั้นเลิศที่บอกให้เราได้รู้ถึงสัจธรรม และพบว่าความตายนั้นมีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่เราคิด จิตของคนใกล้ตายนั้นหากมีความพร้อมที่จะหลุดพ้น จะเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูต่อทุกสิ่งที่เกื้อกูลต่อการมีชีวิตที่ผ่านมา เขาสามารถสื่อสารกับคนเป็นได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด” ซึ่งท่านแม่ชีย้ำว่าช่วงเวลาแห่งความเข้าใจนั่นเองคือช่วงเวลาอันงดงามที่จะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการเยียวยาและผู้เยียวยาได้ตระหนักถึงความกตัญญูและความรักที่ท่วมท้นในหัวใจของอีกฝ่าย จนเมื่อเวลาของการจากพรากมาถึงทุกคนก็จะมีจิตใจที่เข้มแข็งและยอมรับความจริงได้
                อีกส่วนหนึ่งคือการบรรจุไว้ในชั้นเรียนของสาวิกาสิกขาลัย ที่สอนให้นิสิตรู้วิธีการเยียวยาผู้ป่วยให้อยู่กับความทุกข์โดยไม่เป็นทุกข์ ผ่านกระบวนการการเรียนรู้ การศึกษาดูงาน และการฝึกงาน ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้เขียน ซึ่งเป็นนิสิตสาวิกาสิกขาลัย รุ่นที่ 1 ได้ไปพำนักรักษาตัวที่ อโรคยาศาล สถานอภิบาลผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแพทย์ทางเลือกแบบผสมผสานอย่างเป็นองค์รวม ตั้งอยู่ที่วัดคำประมง จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็งจังหวัดสกลนคร) ซึ่งที่นั่นเป็นหนึ่งในสถานที่ศึกษาดูงานของนิสิตในเรื่องการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ทำให้ได้ใช้ความทุกข์จากความเจ็บป่วยครั้งนั้นเรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง จนกระทั่งอาการดีขึ้นก็สามารถนำบทเรียนของตัวเองไปแนะนำและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยตลอดจนญาติหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยให้เข้าใจ และยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัว มีความรู้สึกดีขึ้น เป็นทุกข์น้อยลง
                นอกจากนี้ยังมีกรณีของ บัว ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีโอกาสได้พบท่านแม่ชีศันสนีย์ในช่วงสุดท้ายของชีวิต จากความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแสนสาหัสทางกายเพราะโรคร้ายที่รุมเร้าและความทุกข์ในใจที่ยังไม่อาจคืนคลายความโกรธ ความไม่เข้าใจ เธอได้เรียนรู้ธรรมะในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยจนสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันขณะที่เหลืออยู่ให้มีความสุขด้วยความเมตตาและให้อภัย ทำให้จาก ‘ผู้ป่วย’ กลายเป็น ‘ครู’ ที่สอนให้ผู้คนได้เห็นความงดงามของการให้อภัย และในที่สุด ด้วยการคืนไม่ฝืนไว้ เธอก็ได้คืนลมหายใจให้โลกนี้อย่างสงบและงดงาม
                ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือเรื่องราวของ เมธาวี อาภรณ์ศรี วัย 38 ปี ผู้ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนไม่สามารถแม้แต่จะหายใจได้ด้วยตัวเองมานานกว่าหกปี มีแต่คุณพ่อและครอบครัวคอยช่วยเหลือดูแลทุกอย่าง
                วันหนึ่งเมื่อท่านแม่ชีเดินทางไปทำงานที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้ทราบเรื่องราวของผู้ป่วยรายนี้ จึงเกิดความเมตตาและได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวของเขา  สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านสื่อสารกับผู้ป่วยด้วยท่าทีที่อ่อนโยน และด้วยความเมตตาอย่างไม่มีสิ่งใดเคลือบแฝง ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่เข้มแข็งพอที่จะส่งพลังผ่านร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงออกมาผ่านการขยับปากและสายตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก
                จากผู้ป่วยที่ไม่สามารถแม้แต่จะหายใจได้ด้วยตัวเองกลับสามารถขยับปากเหมือนกำลังออกเสียงสวดมนต์บทสรรเสริญพระพุทธคุณไปกับท่านแม่ชีจนจบ ด้วยรอยยิ้มจากดวงตาที่เปล่งประกายอย่างร่าเริงและมีความสุข ท่ามกลางความปลื้มปีติของคุณพ่อผู้ป่วยที่ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าลูกสามารถสื่อสารได้มากขนาดนี้ ท่านแม่ชียังขอบคุณผู้ป่วยและบอกกับพวกเราว่าผู้ป่วยทุกคนเป็นเสมือนครูที่สอนให้เราได้เรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิตและทำให้ได้รู้ว่าทุกคนมีพลังที่จะเยียวยาตนเองและผู้อื่นได้ด้วยใจที่งดงามด้วยความรักและความเมตตา
                การได้เยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยป่วยแต่กายแต่ใจไม่ป่วยหรือมีความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้เยียวยาได้เรียนรู้และยอมรับได้ว่าความตายเป็นความเป็นจริงตามธรรมชาติของโลกที่ไม่มีใครหนีพ้น
                การเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงเช่นนี้จะช่วยให้ทุกคนสามารถมีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ เป็นชีวิตที่อยู่อย่างไม่ตายทั้งเป็น และท้ายที่สุดเราจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ‘พลังแห่งการเยียวยา’ สามารถสร้าง ‘ปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลงตัวเอง’ ให้เกิดขึ้นได้ เพื่อเป็นคนใหม่ที่พร้อมออกไปรับใช้ผู้คนได้อย่างเข้มแข็งทั้งกายและใจ...ให้เป็นผู้ให้ให้ได้มากกว่าที่เคยให้...
                เพื่อสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุขพ้นทุกข์ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนตลอดไป