ขอมอบความรักของฉัน...แด่ทุกสิ่งพลันในโลกนี้

แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
บนก้าวย่างแห่งปัญญาสู่ทศวรรษที่ 4 ของเสถียรธรรมสถาน

กับ ‘ภาพจำ’ ที่ ‘เป็นจริง’

                ถ้าอยากรู้ว่าบ้านเป็นอย่างไร จงเข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าของบ้าน เพราะเจ้าของบ้านคือคนที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของบ้านให้ฟังได้ดีที่สุด ละเอียดที่สุด และลึกซึ้งที่สุด ดังนั้น เมื่ออยากรู้จัก ‘เสถียรธรรมสถาน’ อยากรู้ว่า 30 ปีที่ผ่านมาของสวนธรรมแห่งนี้เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...และจะดำเนินต่อไปอย่างไร จึงไม่มีใครที่เราควรนั่งลงพูดคุยด้วยไปมากกว่า ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งและเปลี่ยนแปลงผืนดินรกร้างแห่งนี้ให้กลายเป็นสวนธรรมที่เขียวชอุ่มและชุ่มเย็น
                บทสนทนานี้ได้รับการบันทึกขณะที่ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์นั่งอยู่ ณ จุดสูงสุดของเสถียรธรรมสถาน บริเวณที่เมื่อทอดสายตาลงมา จะเห็นสถานที่แห่งนี้ได้ชัดเจน…และครอบคลุมที่สุด
คำถาม เสถียรธรรมสถานในตอนนี้ ใช่เสถียรธรรมสถานที่ท่านแม่ชีตั้งใจให้เป็นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ลงมือสร้างหรือไม่คะ
คำตอบ ตอนสร้างเสถียรธรรมสถาน แรกๆ ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าเสถียรธรรมสถานจะเป็นแบบนี้ แต่วันนี้ เห็นเป็นอย่างนี้ ก็พอใจ ทำไมพอใจ ก็เพราะรู้ว่ามันเกิดขึ้นด้วยสติปัญญา ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความอยาก มันเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะทำความกตัญญูให้เป็นรูปธรรม เสถียรธรรมสถานแสดงรูปธรรมของคำว่า ‘กตัญญูกตเวทิตา’ ทั้งต่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ต่อพระอริยสาวกสาวิกา ครูบาอาจารย์ สังฆะ พ่อแม่ ญาติมิตร และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตทั้งในปัจจุบันที่รู้จักและไม่รู้จัก หรือแม้แต่ในอดีตที่อาจทิ้งชีวิตไปแล้ว ซึ่งหมายถึงพ่อแม่

คำถาม ทราบว่าคำว่า ‘กตัญญู’ และ ‘ซื่อสัตย์’ เป็นคำที่สำคัญมากสำหรับที่นี่
คำตอบ เพราะกตัญญูเป็นปัญญาค่ะ ถ้าคุณไม่กตัญญูต่อโอกาสที่ได้รับ คุณก็ยังเป็นคนด้อยโอกาสอยู่นั่นเอง คุณต้องกตัญญูแม้กระทั่งต่อลมหายใจของคุณเอง ถ้าคุณยังหายใจอยู่ คุณก็ยังมีชีวิตอยู่ คุณต้องกตัญญูกับชีวิตที่คุณได้รับโอกาสเพื่อจะใช้ชีวิตอย่างคนที่เป็นอิสระจากทุกข์ สงบเย็น และเป็นประโยชน์ ความกตัญญูทำให้เราไม่ติดหนี้ คนไม่เป็นหนี้ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ในโลก หมดสงสัยเรื่องการเป็นหนี้ ก็หมดทุกข์ อย่าใช้ชีวิตอย่างเป็นหนี้เพราะขาดกตัญญู

                ถ้านั่งมองจากชั้นบนสุดของพระมหาเจดีย์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์หมื่นพระองค์นี้ เราจะเห็นว่าที่นี่เกิดได้ด้วยความกตัญญู เมื่อมองลงไปเราจะเห็นกลิ่นอายของการเลี้ยงดู บ่มเพาะ ให้โอกาส และการจัดกระบวนการการเรียนรู้ในชีวิตของคนตั้งแต่เกิดจนตาย ที่ข้าพเจ้าพูดบ่อยๆ ว่าเราควรเลี้ยงเด็กให้เป็นลูกของโลก ประโยคนี้เห็นได้ชัดเจนมากที่นี่ เพราะเสถียรธรรมสถานไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตัวเองหรือตระกูลของตัวเอง แต่มีขึ้นเพื่อให้มนุษยชาติได้มีที่ที่ปลอดภัย ใครก็อยู่ที่นี่ได้…ถ้าใจถึง
                ในวันที่คุณขึ้นมาอยู่บนที่สูง คุณต้องมองลงไป แล้วคิดว่าวันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วจะช่วยใครได้บ้าง จะทำงานอะไรบ้าง เราไม่เคยคิดว่าจะขายอะไร เพราะสำหรับที่นี่ กำไรอยู่ที่ว่าวันนี้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของคนที่เราได้รับใช้อย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าขอบคุณโอกาสที่ทำให้เราได้รับใช้ผู้อื่น เสถียรธรรมสถานเติบโตได้เพราะเป็นผู้รับใช้จริงๆ
                ทุกวันนี้ เข้าสู่ทศวรรษที่ 4 แล้ว เสถียรธรรมสถานมีภาคีใหม่ๆ เข้ามาร่วมทำงานเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นมาได้จากการที่เรารับใช้และไม่ปฏิเสธผู้อื่น ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่มีการช่วยเหลือใดที่ไม่มีผล จงอย่าปฏิเสธการช่วยเหลือ แล้วสังคมจะดีขึ้น ลองมองไปรอบๆ สิ ต้นไม้พวกนี้เราช่วยมาทั้งหมด เขามายืนสง่างามเพราะได้รับการช่วยเหลือ แต่เวลาที่เขาคืนลมหายใจ คือคืนออกซิเจนให้โลก มันเป็นหน้าที่ของเขานะ ไม่ใช่หน้าที่ของคนช่วย คนช่วยแค่ช่วยแล้วก็จบ และโลกก็ได้รับรางวัลจากการช่วย จากโอกาสที่ต้นไม้ได้จากการไม่ถูกโค่นให้ตาย

คำถาม การช่วยเพื่อให้ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้มีโอกาสไปทำหน้าที่ของตนต่อคือเป้าหมายในการช่วยของท่านตั้งแต่แรกๆ เลยหรือคะ
คำตอบ ตอนนั้นคิดแค่ว่าช่วยก็คือช่วย ช่วยให้มีลมหายใจต่อไป ถ้าเขาจะหายใจต่อไปเพื่อทำกุศลมันก็เป็นกรรมของเขา ถ้าเขาอยากจะมีชีวิตต่อไปอย่างเป็นอกุศล มันก็เป็นกรรมของเขา แต่เราก็พยายามให้พื้นที่ ให้พลังงาน ให้ความรัก ให้ความเข้าใจให้การสนับสนุน ให้เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนมีพลังงานอยู่ในตัวเอง ถ้าใช้พลังงานที่มีอย่างถูกต้อง ตัวเขารอด โลกก็รอด

คำถาม จากการช่วยเหลือคนกลุ่มเล็กๆ เช่น งาน ‘บ้านสายสัมพันธ์’ ที่ใช้ธรรมะเยียวยาผู้หญิงที่ตั้งท้องนอกสมรส และถูกทารุณกรรมทางเพศ กลายมาเป็นการสร้างเครือข่ายการทำงานเพื่อมนุษยชาติโดยใช้ธรรมะตั้งแต่เมื่อไรคะ
คำตอบ อย่างที่บอกว่าข้าพเจ้าไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดขึ้น แต่สังฆะที่นี่เราทำทุกอย่างกันในวิถีชีวิต ทำเป็นปกติ กระทั่งความเป็นปกตินั้นแข็งแรง ที่นี่จึงไม่ได้ทำโครงการ ไม่ได้สร้างเครือข่าย แต่กิจวัตรประจำวันของเรามันกลับกลายเป็นสังคมอริยชนไปเอง และเพราะเราเห็นว่าไม่ว่าจะมีปัญหาอย่างไรก็เป็นปกติที่จะแก้ปัญหา ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไม่ทำหรือหนี ทุกอย่างจึงเกิดขึ้น อาจบอกได้ว่าทุกอย่างที่นี่เกิดมาจากความเสถียร ความมั่นคงไง พอมันมั่นคงขึ้น ก็ก้าวออกไปทำงานอย่างมั่นคง อย่างมีกำลังได้
                ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคือการเคลื่อนพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา ในช่วงสามปีครึ่งที่ผ่านมา งานนี้เป็นงานที่ยากมากสำหรับคนที่เคยอยู่สบายๆ ไม่ต้องออกไปพบปะผู้คน ใครอยากมาหาก็มาหา แต่นี่คือต้องออกไป เวลากลับจากไปช่วยคน ข้าพเจ้าจะคิดทุกครั้งว่าจะให้อะไรเขาได้มากกว่านี้ จะพยายามจัดเวลาทุกอย่างให้ไปทำงานให้ได้มากที่สุด
                ความตายเดินเข้ามาทุกวัน สมมติว่ามีเวลาอีก 20 ปี ก็เท่ากับ 50 ปีของเสถียรธรรมสถาน ถ้าข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะทำอะไรมากมาย แต่ยังไม่ได้เริ่มทำ แล้วกลายเป็นว่าจริงๆ ข้าพเจ้ามีเพียงแค่ 20 เดือนล่ะ หรือ 20 วันล่ะ จะทำอย่างไร ชีวิตไม่แน่นอนหรอก เพราะฉะนั้น ถ้าทำ ได้ แล้วผัดไป บอกว่าตอนนี้ยังไม่ต้องทำหรอก คราวหน้าค่อยทำก็ได้ ข้าพเจ้าคงต้องบอกว่าไม่แน่หรอกว่าจะได้ทำ ที่เสถียรธรรมสถานใช้นโยบาย ‘ทำ...ทำทันที’ เช่นตอนนี้ที่คิดว่าจะสร้างธรรมาศรม ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร แต่ก็ต้องบอกว่าจะทำและทำทันที มันไม่เกินวิสัยหรอก เพราะเราไม่เริ่มต้นทำงานอย่างเป็นหนี้ มีเท่าไรก็ทำเท่านั้นก่อน แต่ที่แน่ๆ คือมันมีผลในการทำระยะยาวแน่นอน เสถียรธรรมสถาน…ถ้าคนตีราคา ก็คงบอกว่า “เสียดายนะ...พื้นที่ขนาดนี้” แต่ที่นี่เราไม่พูดอย่างนั้น เราพูดว่า “คงเสียดายนะ...ถ้าไม่ได้ทำ” เสียดายที่ชีวิตมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่ได้ทำอะไร
                และต่อไปก็จะเป็นการพัฒนา จากความสวยงามไปสู่ความงดงาม ความงอกงาม เสถียรธรรมสถานไม่ใช่สถานที่ที่สวยงาม มันงดงามและงอกงามจริงๆ มันงอกงามโดยผ่านหัวใจของผู้คน ถ้าเราทำให้ผู้คนเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของมนุษยชาติที่รู้จักการเริ่มต้นที่ถูกต้อง อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง ใช้ชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ถ้าเขารู้ว่าชีวิตนี้มันไปได้ไกลที่สุดคือพ้นทุกข์จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ก็จะเกิดสังคมอริยชน สังคมของคนที่เป็นอิสระจากทุกข์ และพอถึงเวลานั้นเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราทำในวันนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรหรอก มันเล็ก...แต่ผลมหาศาลมาก เพราะฉะนั้น ทำไปเถอะ ทำเรื่องที่ใครเขาบอกว่าทำยากน่ะ ทำไป เพราะไม่มีอะไรยากเกินความสามารถที่เราจะทำ

คำถาม ตลอดระยะเวลาแห่งการทำงานที่ยาวนาน มีช่วงไหนในการทำงานที่ทำให้ท่านต้องกลับมาสงสัยหรือตั้งคำถามไหมคะว่า ‘นี่เรากำลังทำอะไรอยู่’
คำตอบ ข้าพเจ้าไม่ค่อยสงสัยหรือตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะเตรียมจิตก่อนจะทำงานเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ทำงานด้วยความอยากตามอารมณ์ ทำอยู่บนพื้นฐานของความจริง

คำถาม ท่านแม่ชีมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคงมีคนที่ไม่เข้าใจและสงสัย
คำตอบ ถ้าเราไปสนใจความสงสัยของคนอื่น เราจะไม่กล้าทำอะไรเลย เพราะอะไร เพราะมนุษย์ที่ยังไม่ถึงความศรัทธาของตัวเองจะทำอย่างคนที่ปกป้องตัวเอง เช่น ถ้าจะทำดีแล้วมีคนสงสัย ฉันไม่ทำดีกว่า แต่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ถ้าจะทำดี ต้องเสียสละให้คนรู้ว่าทำดีนะ หมายถึงคนที่ทำดีต้องยอมเสียสละตัวตนใครจะชมว่าดี จะด่าว่าชั่ว ไม่ต้องไปสนใจ เพราะมันอยู่เหนือการสรรเสริญนินทาไปแล้ว ถ้าเราสนใจเสียงสรรเสริญเสียงนินทา เราจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะมีคนนินทามากกว่าคนสรรเสริญแน่ๆ แต่ถ้าเราทำได้แล้วไม่ทำสิ นั่นเท่ากับเราด้อยโอกาส เราทำเพราะเราทำได้ จะไปกลัวอะไรกับเสียงร่ำลือ มีคนนินทาไหม มีสิ ทำไมจะไม่รู้ (หัวเราะ)

คำถาม เป้าหมายของเสถียรธรรมสถานคืออะไรคะ อะไรที่ยิ่งใหญ่จนทำให้คนคนหนึ่งทำงานโดยไม่สนใจว่าใครจะมองว่าอย่างไร
คำตอบ เสถียรธรรมสถานเป็นตัวอย่างของการนำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าธรรมะศักดิ์สิทธิ์ อย่างชื่อเลยค่ะ ‘เสถียรธรรมสถาน’ คือสถานที่ที่มีธรรมะมั่นคงยั่งยืน ไม่ใช่เพราะเพียงการทำให้คนอื่นยอมรับ แต่มั่นคงยั่งยืนเพราะเรายอมรับในสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน เพราะเรารู้ว่าเราทำอยู่บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียน บนพื้นฐานที่มีศีล สมาธิ ปัญญา คืออริยมรรค ทำอยู่บนพื้นฐานของการพิสูจน์ว่ามนุษย์เป็นอิสรชนได้ ไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย และทำอยู่บนพื้นฐานของคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “จงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขของมหาชน ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นเป็นงานของเรา” ทำตามคำสอนพ่อ

คำถาม ในยุคที่ความเชื่อในศาสนาสั่นคลอน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ท่านยังคงเชื่อในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยไม่มีความสงสัย
คำตอบ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นและศรัทธาในการเดินทางด้านในของตัวเอง ให้โลกไหวมากกว่านี้ข้าพเจ้าก็ไม่กระเทือน เพราะรู้ทันไหว ใจตื่นอยู่ตลอดเวลา ให้โลกมากระทบ ให้มีคนมา...แทบจะเรียกว่าเลื่อยหนังเข้าไปจนถึงเอ็นถึงกระดูก เราก็ไม่กระเทือน เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนว่า อย่าห่างไกลพระองค์ อย่ามีจิตคิดประทุษร้ายแม้ขณะที่กำลังมีผู้ทำร้าย นั่นหมายความว่า ถ้ามีคนมาทำร้ายคุณแล้วคุณมีจิตคิดประทุษร้ายคนที่ทำ ก็เท่ากับว่าคุณยังห่างไกลพระพุทธองค์ เราอยู่ใกล้พระองค์ไว้ดีกว่าไหม (หัวเราะ) เมื่อเป็นอย่างนี้ คำถามนี้จึงเล็กไปเลย ที่คนอื่นจะมองเราว่าดีหรือไม่ดี...เล็กไปเลย สร้างภาพหรือเปล่า...ก็เล็กไปเลย เพราะก็สร้างภาพอยู่ทุกวันนี่แหละ แต่เป็นการสร้างภาพให้เป็นจริง ให้เห็นกันอยู่ทุกวัน (หัวเราะ)

คำถาม เคยได้ยินคนภายนอกเขาจัดลำดับของเสถียรธรรมสถานไว้ว่าเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับบีกินเนอร์ (beginner) หรือคนที่อยากเริ่มต้นศึกษาเท่านั้น ถ้าจะศึกษาธรรมะแบบลึกให้ไปที่อื่น ท่านแม่ชีมีความเห็นอย่างไรคะ
คำตอบ มันก็เป็นความคิดของเขา เขาจะคิดอย่างไรก็คิดได้ อย่าไปกลัว ความคิดของคนบนโลกนี้ อย่าไปคิดว่าเราจะเป็นอย่างที่คนอื่นคิด ข้าพเจ้าว่าเราเป็นได้ทั้งบีกินเนอร์ (beginner) และแอดวานซ์ (advance) ในเวลาปัจจุบันนี้เลยทีเดียว ถ้าจะทำให้คนเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าในยุคสมัยของเรา ก็ต้องเอาคำสอนของพระองค์มาบอก...ว่าอย่าทำของยากให้ยาก ให้ทำของยากให้ง่าย เป็นการสอนที่ศักดิ์สิทธิ์...เสถียรธรรมสถานทำอยู่ แค่พูดเรื่องการบรรลุธรรม ใครๆ ก็ว่ายากใช่ไหม ที่นี่เพียงทำให้มันง่าย คนเลยอาจจะมองว่าเราเป็นบีกินเนอร์ แต่จริงๆ ก็คือ มันไม่มีบีกินเนอร์หรือแอดวานซ์หรอก ถ้ามันพ้นทุกข์ได้ ก็ตรงนั้นแหละ...นิพพาน จิตของเราไม่มีสภาพใดที่ปรุงแต่งได้ พระพุทธองค์รับสั่งว่า “นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้ว ซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา” นิพพานไม่ใช่เรื่องยากเลย แบบนี้แอดวานซ์หรือบีกินเนอร์ล่ะ (หัวเราะ) ต้องไปทำให้เครียดทำไม
                การบรรลุธรรมเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าตั้งใจ ข้าพเจ้ามีความศรัทธาในการพิสูจน์เรื่องนี้ เพราะฉะนั้น เวลาเห็นใครสอนธรรมะในรูปแบบอื่น ข้าพเจ้าก็มองเห็น แต่เพราะไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ มันมีการบรรลุธรรมได้มากมาย

คำถาม ท่านสอนให้คนบรรลุธรรมตามความเชื่อของพุทธศาสนา แต่ก็ยังคงทำงานกับหลายความเชื่อและศาสนา และที่เสถียรธรรมสถานเองเราก็เห็นสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่ใช่สไตล์พุทธแบบที่คุ้นเคยกัน...นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งซึ่งคนสงสัย
คำตอบ ก็พ่อเดียวกันนี่ (ยิ้ม) ชาวพุทธหินยาน วัชรยาน มหายานก็พ่อเดียวกัน เพียงแต่คุณจะใส่ยูนิฟอร์มไหนเท่านั้นเอง ขณะเดียวกัน คริสต์และอิสลาม ถ้าเข้าไปถึงคำสอนที่เป็นแก่นของศาสนาเขา เราก็จะเข้าใจ ข้าพเจ้ายึดคำสอนของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสที่ว่า ‘เราทำหน้าที่ศาสนิกของศาสนานั้นให้ถึงคำสอนที่ถูกต้อง ก็ทำงานด้วยกันได้’ ถูกต้องไหมคะ

คำถาม ทุกอย่างที่ทำวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือการช่วยเหลือคน
คำตอบ ใช่ค่ะ เวลาคิดจะช่วยคนนี่ ข้าพเจ้าคิดได้ทันที ไม่มีเงื่อนไข เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นเรื่องสติปัญญา เชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาได้ และเสถียรธรรมสถานก็มีคนทำงาน งานไหนคนข้างในทำไม่ได้ ก็มีจิตอาสา มีคนนอกช่วยได้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาร่วมงานด้วย จะเห็นว่ามันมีวิธีการจัดการของมันอยู่ ถ้ามีใครสักคนอยากช่วยคน คงไม่ถูกที่จะดึงเขาไว้เพียงเพราะคิดว่า “อย่าทำเลย ไม่มีใครทำได้หรอก” ใช่ไหม ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าตั้งใจดี เราจะทำได้
                ข้าพเจ้าทำงานโดยใช้ปัญญานำทาง ไม่ต้องดูหรอกว่าศาสนาไหน ความเชื่อไหน ที่ไหนมีความทุกข์ ที่นั่นต้องมีเพื่อนร่วมทุกข์อะไรที่เหมาะกับเรา เหมาะกับหลักการสัปปุริสธรรมของเรา ถ้าเข้าไปแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง จังหวะนี้ยังทำไม่ได้ เข้าไปไม่ได้ต้องคนอื่นเข้าไป ก็ให้เขาเข้าไป แล้วเราค่อยวางแผน แต่เราไม่เลือกปฏิบัติอยู่แล้ว ถ้าที่ไหนมีโอกาสที่จะเข้าไปรับใช้ได้ ข้าพเจ้าก็ไป
                อีกส่วนหนึ่งก็เพราะข้าพเจ้ารับปากกับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างคนที่ไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือ ถ้าทำเองได้ ข้าพเจ้าก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ส่งต่อ จะไม่บอกว่าอย่าช่วย เรื่องความซื่อสัตย์เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ เพราะคำนี้เป็นสัจจะอธิษฐาน มีหลายระดับมาก ตั้งแต่ระดับธรรมดาๆ อย่างการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นี่ก็เป็นสัจจะพื้นฐานที่จะทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรง เพื่อจะรับใช้คนได้มาก ไปจนถึงการพูดถึงคำว่าซื่อสัตย์ในขั้นปรมัตถ์ ที่ข้าพเจ้าต้องบอกตัวเองเสมอว่าคือเรื่องของการนิพพาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ต้องทำให้ได้ ต้องมีสัจจะที่จะไม่ส่งจิตออกไปจมอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งกระทั่งไม่มีพลังที่จะก้าวข้ามโคตรภูมิต้องฝึกจิตไว้เสมอ…
                ต้องอยู่ในลมหายใจแห่งสติปัญญาให้ต่อเนื่อง