สาวิกาสิกขาลัย

สาวิกาสิกขาลัย...เยียวยาตน...เยียวยาคน...เยียวยาโลก

                “พวกเธอควรศึกษาพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และที่สำคัญ พวกเธอต้องรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง”
                นี่คือสิ่งที่ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้กล่าวกับพวกเราบรรดาอาสาสมัครของเสถียรธรรมสถานทั้งหลาย เมื่อปลายปี 2547 และหลังจากนั้นพวกเราก็มีหนังสือชุด ‘ธรรมะจากพระโอษฐ์’ คนละชุด ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วย พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น ภาคปลาย และปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุใช้เวลานานกว่า 20 ปี ในการคัดเฉพาะคำของพระตถาคตจากพระไตรปิฎกออกมารวบรวมไว้
                เรามีใต้ต้นโพธิ์เป็นห้องเรียนนั่งล้อมวงสนทนาสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือทั้งห้าเล่ม โดยมีท่านแม่ชีศันสนีย์ผู้ซึ่งเป็นเสมือนทั้งแม่และครูของพวกเราร่วมสนทนาด้วย ไม่มีถูกไม่มีผิด ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและภูมิรู้ของเราแต่ละคน ณ ขณะนั้น กระทั่งวันที่ทุกอย่างลงตัว สาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม การศึกษาระดับมหาบัณฑิตจึงเกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
                นิสิตรุ่นแรกของสาวิกาสิกขาลัยนั้น นอกจากเรื่องหลักวิชาการหรือปริยัติแล้ว ท่านแม่ชีศันสนีย์ในฐานะผู้อำนวยการของสาวิกาสิกขาลัยได้นำเราปฏิบัติเข้มข้นทั้งในรูปแบบและในชีวิตประจำวัน ในรูปแบบนั้นท่านให้เราถือธุดงควัตร รับประทานภาชนะเดียวนอนบนพื้นดินในทุกที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาณาบริเวณของเสถียรธรรมสถาน


                ท่านสอนเสมอว่า “พวกเธออย่าคิดว่าศึกษาในมหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคมแล้วจะออกไปเยียวยาใครได้ ถ้าเธอไม่เยียวยาตัวเองเสียก่อน” เราจึงถูกสอนให้กลับมาที่ใจตัวเองทุกครั้ง เยียวยาใจตัวเองให้มั่นคงแข็งแรง ไมว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ต้องฝึกที่จะมองไปด้านนอกแล้วกลับมาพัฒนาด้านใน ดังปรากฏในพระไตรปิฎกในมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “อานนท์ ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งไม่ว่าจะในบัดนี้หรือเมื่อเราล่วงไปแล้ว จะเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านั้นจักอยู่ในความเป็นผู้เลิศกว่าเหล่าภิกษุผู้ใคร่ต่อการศึกษา”1
                และเมื่อได้เวลาที่เหมาะสม ท่านได้มอบหมายให้เราไปแบ่งปันกับบุคคลภายนอก ที่แรกที่เราไปคือ โรงพยาบาลประจำจังหวัดอ่างทอง และที่นั่นเราได้พบกับ นายแพทย์ภิญโญ ศรีวีระชัย ที่ตามมาเป็นนิสิตสาวิกาสิกขาลัย รุ่นที่ 2
                ตามประเพณีของสาวิกาสิกขาลัย เมื่อรุ่นพี่จบการศึกษาไปแล้ว ต้องกลับมาแบ่งปันให้รุ่นน้องตามภูมิรู้ ภูมิธรรมที่ได้ศึกษาและปฏิบัติ ข้าพเจ้าเองได้รับโอกาสอันดีนี้จากท่านแม่ชีศันสนีย์ให้มาแบ่งปันวิชา ‘อานาปานสติ วิถีแห่งปัญญาสู่สันติสุข’ แก่นิสิตจากรุ่นที่ 3 จนถึงปัจจุบัน และหนึ่งในจำนวนนี้คือ นรีกระจ่าง คันธมาส มหาบัณฑิตของสาวิกาสิกขาลัย รุ่นที่ 6 เธอเป็นนักร้องระดับแนวหน้าของประเทศที่มีความตั้งใจจริงที่จะศึกษาและปฏิบัติธรรมให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น โดยการนำหลักการทางพระพุทธศาสนาเข้าไปผสมผสานกับการร้องเพลง รวมถึงการเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะ ธรรมชาติ ได้อย่างรื่นรมย์กลมกลืน
                อย่างไรก็ตาม เราได้รับการย้ำเตือนเสมอจากผู้อำนวยการของสาวิกาสิกขาลัยว่าสาวิกาสิกขาลัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนแคบๆ เท่านั้น หากแต่การศึกษาเรียนรู้ของเราจะอยู่ในทุกที่ เพราะการเข้าใจชีวิตที่ประกอบด้วยกายและใจ คือการเข้าใจธรรมะอันลึกซึ้ง การได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติจะทำให้เราได้รับผลของการกระทำนั้นด้วยตัวของเราก่อนที่จะขยายไปสู่ครอบครัว สังคม ชุมชน ประเทศชาติ และโลกใบนี้ ซึ่งก็หมายถึงปฏิเวธนั่นเอง
                มหาบัณฑิตของสาวิกาสิกขาลัยทุกคน เมื่อจบการศึกษาต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามความถนัด ตามกำลังความสามารถของตน ข้าพเจ้าในฐานะศิษย์ผู้หนึ่งของสาวิกาสิกขาลัยที่ทำงานด้านสื่อเพื่อสังคม ข้าพเจ้าได้นำทุกคำสอนที่ได้จากการศึกษาปฏิบัติมาเป็นอีกแรงหนึ่งในการขับเคลื่อนให้สังคมของเราเป็นสังคมแห่งการให้อย่างเป็นรูปธรรมให้สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
                “...พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์...”2

1 ที.มหา. (ไทย) 10/165/111

2 วิ.มหา ผไทย) 4/12/40

นายแพทย์ภิญโญ ศรีวีระชัย
นายแพทย์ประจำศูนย์บริรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช (Palliative Care Center)

                “สาวิกาสิกขาลัยไม่ได้สอนให้เปลี่ยนแปลงหรือหนีออกไปจากโลก แต่สอนวิชาแห่งชีวิตที่ไม่มีที่ใดเคยสอน คือสอนให้เรารู้ว่าเราจะอยู่อย่างไรในโลกอย่างที่โลกเป็น”

นรีกระจ่าง คันธมาส
นักร้อง
                “การมีโอกาสได้เรียนวิชาอานาปานสติทำให้ข้าพเจ้าได้เพียรฝึกดูลมหายใจไม่ขาด เมื่อจิตฟุ้งซ่านส่งออกนอกกายเมื่อไรก็ให้รู้ และกลับมาอยู่ที่ลมหายใจทันที คือเมื่อคิดแล้วเป็นอกุศลก็ให้ทิ้งเสีย หมั่นรู้ตนอย่างนี้เป็นประจำ เห็นผลลัพธ์ทันตา การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดมากของตัวเองคือเป็นคนรู้กิจ รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นมาก เป็นผู้มีศีลรักษาตน รักษาผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ จากคนที่มีอัตตาสูงกลายเป็นผู้ว่าง่าย มีเหตุมีผล เพราะรู้ถึงธรรมชาติของชีวิต ลมหายใจที่สูดเข้าไป และปล่อยออกมาทุกครั้งมีคุณค่า จึงเลือกคิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล”

ปัจจุบันยังไม่เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่