ธรรมาศรม

ธรรมาศรม
อาศรมของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

อยู่อย่างมีความหมาย...ตายอย่างมีคุณค่า

        ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 เสถียรธรรมสถาน...กับงาน ธรรมาศรม
        จุดเริ่มต้นของการชุบชีวิตให้ผืนดินที่แห้งผากกลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมอันสัปปายะสำหรับคนทุกวัย มีเพียงความกตัญญูที่ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในวัยเพียง 33 ปีขณะนั้น มีต่อ พระครูภาวนาภิธาน หรือ พระครูเส็ง เจ้าอาวาสวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต พระอุปัชฌาย์ที่ชี้แนะไว้ก่อนล่วงลับว่า ถ้ามีสติปัญญา สมบัติก็ไม่เป็นทุกข์เสมือนกับจะล่วงรู้ว่า เมื่อสิ้นครูบาอาจารย์แล้ว สิ่งที่จะทำให้แม่ชีนักทำงานที่ยังอยู่ในวัยสาวสามารถดำรงอยู่ในเพศของนักบวชได้ยืนยาวนั้นมิใช่วิถีปฏิบัติธรรมที่หลีกเร้นจากโลก แต่เป็น การงานที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์บนผืนดินแห่งนี้ อันเป็นพุทธประสงค์ที่พระพุทธองค์ทรงมอบหมายพุทธกิจแก่เหล่าอริยสาวกสาวิกาทั้งหลายว่า เธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแห่งมหาชน จึงเกิด เสถียรธรรมสถาน สถานที่ที่มีธรรมะอันมั่นคง อันเป็นชื่อที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภะ) หรือ หลวงพ่อใหญ่ ผู้เป็นอาจารย์ของ หลวงพ่อภาวนาภิธาน ตั้งให้ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา

        วันนี้...ครบสามทศวรรษที่เสถียรธรรมสถานทำงานหนักเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง และเริ่มย่างก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ด้วยการสร้างสรรค์
        ทศวรรษที่ 1 ทำงานตั้งรับกับการทำงานแก้ปัญหา เด็ก ผู้หญิง และครอบครัว
        ทศวรรษที่ 2 บุกงานเชิงรุกเริ่มงานป้องกัน เตรียมความพร้อม ไม่ให้เกิดความพร่อง
        ทศวรรษที่ 3 เติบโตทางปัญญา ถอดองค์ความรู้ สู่การสร้าง สาวิกาสิกขาลัยมหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม
        วันนี้...เสถียรธรรมสถานพร้อมก้าวสู่...
        ทศวรรษที่ 4 เดินหน้ากับการสร้าง ธรรมาศรม งานมหากุศลซึ่งจะช่วยคนให้ อยู่อย่างมีความหมาย...ตายอย่างมีคุณค่า

ธรรมาศรม...คือมรดกที่เราจะให้กับโลก

        ธรรมาศรมคือมรดกที่เราจะให้กับโลกเป็นเจตนารมณ์ที่ท่านแม่ชีศันสนีย์ได้ประกาศไว้เมื่อครบรอบการบวช 36 พรรษา ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 และในการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 เสถียรธรรมสถานได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในการจัดการศึกษาร่วมกันเพื่อมอบองค์ความรู้ธรรมะเพื่อเยียวยาสังคมให้เป็นมรดกแก่โลกต่อไป

        ธรรมาศรมไม่ใช่อีกหนึ่งโครงการ แต่เป็นการร้อยเรียงงานทั้งหมดตลอด 30 ปีของเสถียรธรรมสถานให้เป็นศูนย์วิจัยทางธรรม หรือธรรมวิจัย เพื่อสาธิตการนำธรรมะออกไปเยียวยาสังคม ด้วยองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาตลอดสายตั้งแต่การปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ เป็นการนำประสบการณ์มากมายตลอดสามทศวรรษมาสกัดในห้องแล็บวิจัยชีวิต สร้าง แคปซูลธรรมะคือการนำแก่นธรรมในพุทธกาลมาสู่ปัจจุบันกาล ทำของยากให้ง่าย ทำให้แพร่หลาย ทำให้เข้าไปอยู่ในครัวเรือน ช่วยมนุษย์ให้ อยู่อย่างมีความหมายและ ตายอย่างมีคุณค่าได้ทุกเพศและวัย ตั้งแต่ปฏิสนธิจิตจนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ

ธรรมาศรม...ห้องแล็บวิจัยชีวิต

        ธรรมาศรม หมายถึงอาศรมของผู้ปฏิบัติธรรม หรือที่อยู่ของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในทุกช่วงวัยของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายที่จะช่วยคนให้ อยู่อย่างมีความหมายและ ตายอย่างมีคุณค่า
        จากสามทศวรรษที่ผ่านมา ผู้มีทุกข์เดินผ่านเข้าออกเสถียรธรรมสถานมากมายราวกับเม็ดทราย ทรายบางเม็ดใช้ความทุกข์พาให้พบธรรมด้วยการเจียระไนตนเองจนงดงามทรายหลายเม็ดได้รวมตัวกันและหล่อหลอมตนเองด้วยงานธรรมอาสา จับมือกับผู้มีสุขเพราะยืนอยู่เหนือความทุกข์ได้ นำพาผู้คนให้พ้นทุกข์ร่วมกัน...เปลี่ยนจาก ผู้มีทุกข์เป็น ผู้มีธรรม
        ในทศวรรษที่ 4 เสถียรธรรมสถานจึงเชื้อเชิญผู้มีธรรมที่ยินดีมอบชีวิตให้เป็นธรรมทานมาสร้างคุณความดีร่วมกันในการพิสูจน์ว่าความทุกข์ (ป่วย) กายและทุกข์ (ป่วย) ใจของคนทุกวัยสามารถดูแลได้ด้วยธรรมะ โดยพื้นที่เพียง 2.5 ไร่ด้านในของเสถียรธรรมสถานจะพัฒนาให้เกิด อาคารธรรมาศรมเพื่อเป็นอาศรมของผู้ปฏิบัติธรรมระยะยาว รองรับชีวิตทุกขั้นตอนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย สาธิตให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของสร้างชุมชนแห่งธรรมที่เกื้อกูลกันได้แม้อยู่ในสังคมเมือง เพราะในขณะที่สังคมกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้งานเยียวยาสังคมในภาคประชาชนทั่วไปต้องชะลอตัว แต่เสถียรธรรมสถานกลับสวนกระแสว่า
        เมื่อโลกยิ่งมืดยิ่งต้องจุดไฟ เมื่อโลกยิ่งแล้ง (น้ำใจ) ยิ่งต้องการแหล่งน้ำ

อาคารธรรมาศรม = ธรรมนิเวศ + ธรรมชาติบำบัด

        อาคารธรรมาศรมใช้องค์ความรู้ทาง ธรรมนิเวศคือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สัปปายะในทุกด้านที่เกื้อกูลต่อวิถีชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรม ร่วมกับองค์ความรู้ทาง ธรรมชาติบำบัด สร้างวิถีชีวิตใหม่อย่างเข้าใจธรรมะ ธรรมชาติ และการพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่การกินอาหารที่ปลอดภัยปราศจากการเบียดเบียน การอยู่ท่ามกลางต้นไม้และสรรพชีวิตใหญ่น้อยที่เกื้อกูลต่อการเห็นธรรมจากธรรมชาติ การหลับนอนในอาคารสถานที่ที่เกื้อกูลสอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติธรรมทุกวัย ตั้งแต่แม่ที่ตั้งครรภ์ แม่ลูกอ่อน ผู้ป่วย คนชรา และผู้ต้องการธรรมเยียวยาในระยะสุดท้ายของชีวิต โดยอาคารถูกออกแบบให้สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมแบบระยะยาวได้ถึง 100 ห้อง ที่มาอุทิศชีวิตร่วมกันในการสร้างชุมชนธรรมวิจัย ผ่าน การเปลี่ยนร้ายกลายดีของตนเอง

สุข-ทุกข์เป็นสากล...ทุกคนเสมอกันด้วย จิตที่คิดจะให้

        ในหอประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเป็นครั้งสุดท้ายว่า ความตายเป็นที่สุดรอบของชีวิต เธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดซึ่งท่านแม่ชีศันสนีย์ใช้ภาษาในปัจจุบันว่า การเกิดและตายเป็นแพ็กเกจเดียวกันไม่มีใครเกิดแล้วไม่ตาย ความเจ็บป่วยและความตายไม่ได้มาถึงเมื่อเราแก่ชราเท่านั้น แต่มาเยือนได้ตั้งแต่มนุษย์ยังอยู่ในครรภ์มารดา ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใด ความตายก็ยังคงเป็นที่สุดรอบของชีวิตเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ใครจะสามารถมีชีวิตที่ อยู่ได้...อย่างไม่ตายทั้งเป็น

        เคล็ดลับของการ อยู่อย่างไรไม่ตายทั้งเป็นนั้น เป็นธรรมหลักในการสอนของเสถียรธรรมสถานมาตลอดสามทศวรรษว่า ปฏิจจสมุปบาทจะทำให้เราพ้นทุกข์ได้เพราะจิตเห็นการเกิดดับฉับพลัน ไม่เผลอเพลิน เอ๋ออวย จ่อมจม งมงาย แต่ด้วยการเจริญสติในทุกการกระทำ เมื่อมีการกระทบ เห็นการกระเทือน แต่ไม่กระแทกให้ใครเจ็บปวดเพราะจิตปรุงแต่งอย่างมีอวิชชาของเรา และ อริยะสร้างได้ ไม่ใช่สิ่งสุดวิสัยการเป็นชาวพุทธต้องมีเป้าหมาย พัฒนาชีวิตตนเองในชาตินี้ให้พ้นจากปุถุชน ก้าวขึ้นมาเดินบนหนทางอริยะ หรืออริยมรรค หนทางของปัญญา ศีล สมาธิให้ได้ นั่นจึงจะเป็นชีวิตที่ไม่ตายทั้งเป็น หรือหายใจทิ้งไปวันๆ เป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่เป็นแค่เหยื่อของอารมณ์
        การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติทำให้ในสามทศวรรษที่ผ่านมา เสถียรธรรมสถานกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางจิตวิญญาณแห่งหนึ่งของโลก เป็นแลนด์มาร์กทางจิตวิญญาณของผู้แสวงหาจากทั่วโลก และการสอนอย่างไม่งมงาย เจาะลึกเข้าไปถึงธรรมที่เป็นหัวใจของการพ้นทุกข์ จึงทำให้เพื่อนมนุษย์ต่างชาติต่างศาสนาเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อให้ความทุกข์ที่เป็นสากลถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสุขที่เป็นสากล ด้วยธรรมะที่เป็นสากลกับคนทุกศาสนา

ตารากลับบ้าน’...บ้านแห่งการทำงานเพื่อช่วยผู้หญิงให้บรรลุธรรม

        วันหนึ่งที่ท่านแม่ชีศันสนีย์เดินทางไปยังเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ดินแดนที่ไกลคนละซีกโลก ท่านได้รับมอบ พระอารยตารามหาโพธิสัตว์ อายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ชาวพุทธวัชรยานให้ความนับถือ จาก ดร. ฮง เชม อดีตผู้อำนวยการกองบำรุงกำลัง องค์การสหประชาชาติ บุคคลผู้ที่แม้เพิ่งพบท่านแม่ชีเป็นครั้งแรก แต่ซาบซึ้งกับการทำงานของท่านแม่ชีในฐานะนักบวชหญิงที่เปิดเสถียรธรรมสถานให้เป็นบ้านที่ช่วยเหลือผู้หญิงซึ่งถูกกระทำความรุนแรง นาทีนั้นดร. ฮงได้กล่าวคำที่มีความหมายมากว่า
        ตารา...กลับบ้าน
        ท่านแม่ชีศันสนีย์มิได้สนใจที่ความล้ำค่าของพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ในฐานะรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ วัตถุโบราณอายุกว่า 2,000 ปี หรือตำนานการค้นพบ แต่ท่านตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีผู้คนนับถือพระอารยตารามหาโพธิสัตว์พระองค์นี้มายาวนาน และชาวอินเดียเชื่อว่าท่านคือพระมารดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และคำตอบจากการสืบค้นนั้นพบว่า ความอัศจรรย์คือคุณธรรมของท่านซึ่งนับตั้งแต่วันนั้น คุณธรรมของพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ก็กลายมาเป็นพลังใจในการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของท่านแม่ชีศันสนีย์และชาวชุมชนเสถียรธรรมสถาน
        ปี พ.ศ. 2549 ได้รับพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ มาประดิษฐานเป็นการถาวร ณ เสถียรธรรมสถาน
        ปี พ.ศ. 2556 สร้างถ้ำพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ ห้องภาวนาที่เหมือนอยู่ในท้องของแม่
        ปี พ.ศ. 2558 สร้างพระมหาเจดีย์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์หมื่นพระองค์ รองรับการประดิษฐานของพระศรีอาริยเมตไตรย รายล้อมด้วยพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ ผู้อธิษฐานจิตที่จะเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป

ธรรมาศรม...การเยียวยาด้วยหัวใจแม่...หัวใจโพธิสัตว์

        ในขณะที่เสาเข็มของอาคารธรรมาศรมต้องแข็งแรง อาสาสมัครและผู้มีส่วนร่วมในงานมหากุศลนี้ก็ต้องทำตนให้เป็น เสาเข็มที่มีชีวิตพัฒนาตนเองทั้งทักษะการเยียวยาทางกาย และมีโพธิจิตที่จะมอบความเมตตาเยียวยาทางใจได้อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นงานที่อาสาสมัครต้องน้อมนำ หัวใจแม่...หัวใจโพธิสัตว์มาใช้ในการทำงาน ซึ่งท่านแม่ชีเชื่อมั่นเสมอว่าเวลาที่เราทำงานยากให้สำเร็จได้นั้นเป็นเพราะเรามีหัวใจแม่ คือผู้ให้อย่างไม่มีเงื่อนไข คุณธรรมของพระอารยตารามหาโพธิสัตว์จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานธรรมาศรม...งานที่ยาก แต่ต้องทำให้สำเร็จ ดังที่ท่านแม่ชีศันสนีย์กล่าวอย่างมุ่งมั่นว่า
        ความโดดเด่นของพระอารยตารามหาโพธิสัตว์คือผู้หญิงที่ปราศจากความกลัว พระบาทซ้ายของพระองค์อยู่ในท่าที่สงบเย็น พระบาทขวามีดอกบัวรองรับ นั่นหมายถึงการดีดตัวออกไปช่วยผู้อื่นอย่างมีพุทธะ พระหัตถ์ขวาที่หงายขึ้นของพระองค์คือการยืนยันการให้พรทุกคน พระหัตถ์ซ้ายของพระองค์ที่ทรงจับดอกบัวอย่างมั่นคง แต่ไม่ยึด ไม่กำ หมายถึงการทำงานอย่างปล่อยวาง และมีปัญญา ข้าพเจ้าทำงานสร้างเสถียรธรรมสถานอย่างคนตายจาก เสถียรธรรมสถานเป็นสมบัติของคนตายจาก เสถียรธรรมสถานไม่ใช่ของข้าพเจ้า นี่จึงเป็นการยืนยันที่ทำให้ข้าพเจ้าหมดสงสัยว่าทำไมพระอารยตารามหาโพธิสัตว์จึงกลับบ้านหลังนี้...
        ขอให้เราร่วมกันสร้าง ธรรมาศรมด้วยความเป็นเสาเข็มที่มีชีวิต คือลดความเห็นแก่ตัว และออกไปทำประโยชน์ให้กับคนได้มากที่สุด

 

‘ผู้’ ทำ ‘บุญ’ เป็น ‘ทุน’ ในการสร้าง ‘ธรรมาศรม’
งานมหากุศลที่จะช่วยคนให้
'
อยู่อย่างมีความหมาย...ตายอย่างมีคุณค่า'

หนึ่งท่าน...หนึ่งห้อง

คุณสุพัฒนา วัฒนรังสรรค์

        “คิดว่าเรามีบุญวาสนาที่ได้มาพบคุณแม่และสถานที่ซึ่งสร้างขึ้นมาอย่างดีเลิศแห่งนี้ที่เผื่อแผ่ให้พวกเราทุกคนได้มาปฏิบัติและมาสร้างบารมีร่วมกัน นับเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนสถานที่ซึ่งสวยสงบ มีผู้นำที่เข้มแข็ง และมีการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม นี้เป็นส่วนที่ทำให้ตัดสินใจว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการธรรมาศรมที่คุณแม่ทำค่ะ”

คุณจันทนา สุขุมานนท์
ที่ปรึกษา บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
        “ขอบคุณท่านแม่ชีศันสนีย์ที่ให้โอกาสได้เป็นสะพานบุญหรือทำบุญ บางคนมีเงิน บางคนก็มีกำลังกาย เราทำได้ทั้งนั้น ถ้าเราอยากจะทำ”

คุณเกศนี จิรวัฒน์วงศ์

        “เป็นปณิธานอันมั่นคงของคุณแม่ศันสนีย์ที่จะเกื้อกูลผู้คนในดำริซึ่งเป็นที่สุดของครูบาอาจารย์ ในฐานะที่เราเป็นศิษย์ผู้มีกตัญญู สิ่งใด อย่างไรที่เราจะสามารถปวารณาทำงานถวายท่านได้ ถือเป็นการรับใช้ ถวายเป็นอาจาริยบูชา ก็ตั้งใจอย่างเต็มที่ ส่วนตัวแล้วมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์เกื้อกูลต่อคนมากที่สุด การทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายไม่เจ็บป่วย และเข้าใจชีวิตด้วยการดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ ด้วยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ เมื่อคนหนึ่งมีความสุข ก็จะทำให้ครอบครัวมีความสุข แต่ถ้าหนึ่งคนเจ็บป่วย ครอบครัวก็คงไม่มีความสุข ดังนั้น นี้จึงเป็นงานที่มุ่งมั่นตั้งใจมาก เป็นอาจาริยบูชาและเป็นการกตัญญูต่อท่าน”